รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Knight of Cups (2015) ผู้ชาย ความหมาย ความรัก

14457248_1339462816084516_3089683155000878678_n

ผมเชื่อว่าหนังเรื่องนี้ถือเป็นหนังที่ต้องดู สำหรับบางคน และสำหรับ (อีก) บางคนแล้ว หนังจัดว่า “ไม่ควรดูอย่างยิ่ง” เพราะดูแล้วอาจมึน งง ตามด้วยความสงสัยว่านี่ฉันเสียเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงไปเพื่ออะไรฟะเนี่ย เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่าไหม?

และผมเชื่อว่าคนที่ควรดูหนังเรื่องนี้น่าจะมีเพียงหยิบของหยิบมือ (สังเกตคำที่ผมใช้นะครับ “หยิบของหยิบ”) นอกนั้นอีก 99% ของประชากรโลกคงจะอยู่ในกลุ่ม “ไม่ควรดู เพื่อประหยัดเวลาชีวิต”

… แต่ปัญหาคือ ผมไม่รู้ว่าจะจำแนกแนะนำยังไง ว่าใครควรดูหรือไม่ควรดูบ้าง ^_^

โอเค ในเบื้องต้นมันคือหนังอาร์ตและอินดี้แบบมาเต็มครับ เป็นผลงานของ Terrence Malick แห่ง The Thin Red Line และ The Tree of Life (หลายคนอาจตัดสินใจอยู่กลุ่ม 99% ทันทีเมื่อทราบ 555)

หนังไม่เน้นพล็อตครับ เนื้อเรื่องจริงๆ การแสดงให้เห็นถึงชีวิตที่ว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความสับสนของ ริค (Christian Bale) ตัวเอกของเรื่อง แต่หนังไม่ได้เล่าแบบหนังชีวิต ทว่าหนังร้อยเรียงเล่าด้วย “ภาพ” เช่น นาทีหนึ่งหนังฉายให้เห็นภาพของริคกับตัวละครอื่นๆ แล้วพักหนึ่งก็ตัดไปที่ภาพคลื่นซัดชายหาด

แล้วในฉากทั้งหลายนั้นก็แทบจะไม่มีบทพูด แต่จะมีคำพูดบรรยายจากตัวละคร (ที่บางครั้งมันอาจไม่ได้เกี่ยวกับภาพที่ว่านั้นเลย) ลอยไปลอยมาตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ

อย่าแปลกใจครับหากท่านดูไม่รู้เรื่อง เพราะผมว่าหนังไม่ได้ทำออกมาเพื่อ “เอาเรื่อง” หรือ “เล่าเรื่อง” แต่ทำออกมาเพื่อเล่า “ห้วงคิดคำนึง” ที่ผู้กำกับเห็นภาพในหัวและรู้สึกในใจ แล้วจากนั้นก็ถ่ายทอดออกมาตามอารมณ์แบบตรงไปตรงมา

ระหว่างดูผมก็ถามนะว่าหนังพยายามบอกอะไร ผู้กำกับพยายามบอกอะไร แต่พอถึงจุดหนึ่งผมก็เลิกถามแบบนั้น เพราะถามไปก็ไม่ได้คำตอบ นอกจากบินไปหาป๋า Terrence แล้วถาม ซึ่งผมก็สังหรณ์ในใจว่าป๋าไม่น่าจะตอบคำถามผมด้วยล่ะ ดีไม่ดีอาจบอกให้ไปดูหนังอีกรอบด้วย

แล้วในที่สุดผมก็หันมาถามตัวเองแทน (เพราะอย่างน้อยผมก็พอจะตอบตัวเองได้บ้าง ไม่ว่าจะรู้เรื่องหรือไม่ก็เถอะ) ว่า แต่ละฉาก แต่ละช่วงตอนของหนังทำให้เรานึกถึงอะไร ทำให้เราใคร่ครวญถึงอะไร

ผมว่าหนังก็เหมือนชีวิตในแต่ละนาทีของเราน่ะครับ บางสถานการณ์ผ่านไปแบบไร้ความหมาย แต่เอาเข้าจริงแล้วมันไร้ความหมายจริงๆ หรือเราแค่มองไม่เห็นความหมาย, นึกถึงความหมายไม่ออก หรือไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องหาความหมายกันแน่

เคล็ดลับอย่างหนึ่งของการดูหนังเรื่องนี้ก็คือ ระหว่างดูให้ถามตัวเองว่าอยากดูต่อไหม? หากอยากดูต่อก็ดูไป แต่หากอยากหยุด ก็หยุดซะ ไปทำอย่างอื่น ไปกินน้ำ ไปเดินเล่น ไปกินข้าว ไปคุยกับเพื่อน (อาจจะบ่นหนังเรื่องนี้ให้เพื่อนฟังแล้วชวนเพื่อนมานั่งดูด้วยก็ได้ จะได้มีคนช่วยบ่น 555) แล้วหากพร้อมเมื่อก็ค่อยกลับมาดูใหม่… หรือถ้ารู้สึกพอแล้ว ก็พอเลย ไม่ต้องย้อนมาดูอีก

กระนั้นถึงแม้หนังจะดูไร้ทิศทางและชวนงงแค่ไหน แต่สิ่งที่แม่นยำเป็นจับวางคือ “การเลือกโลเกชั่นถ่ายทำ” ครับ กล้าพูดเลยว่าแต่ละฉากมันสวย งาม ทั้งฉากป่าเขาลำเนาไพรหรือภูผาชัน เรื่อยมาถึงในเมือง ทั้งตึกสูง ห้องโล่ง

หรือทางเดินที่ข้างหนึ่งเต็มไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ ส่วนอีกฝั่งเป็นบ้าน, ถนนบนเขาที่เต็มไปด้วยสายหมอก, ลานโล่งใกล้สนามบิน มันดูสวยมากๆ ครับ นี่เป็นจุดที่ผมยอมรับเลยว่ายอดมาก ทั้งโลเกชั่นและมุมกล้อง ทุกอย่างน่าจดจำจริงๆ

… ผมมีความคิดในห้วงขณะหนึ่งว่า ถ้าหนังมีแต่ภาพและดนตรี ไม่มีคำพูดเลย มันจะเป็นยังไง? มันจะขลังขึ้น หรือมึนหนักกว่าเก่า?

หลายประโยคในหนังนั้น ผมชอบนะ อย่างเช่น “เรานึกว่าเมื่อถึงช่างอายุหนึ่ง เราจะเข้าใจโลก แต่สุดท้ายก็พบว่า เรายังหลงทางอย่างที่เคยเป็น… มันคงเป็นคำสาปของชีวิตล่ะมั้ง… ชิ้นส่วนของชีวิตไม่เคยต่อกันติดเลย”

“ความทุกข์… จะมอบของขวัญที่มีค่ายิ่งกว่าความสุขที่เราปรารถนา”

ส่วนผมนั้น… ก็ไม่ได้ชอบอะไรมากครับ ยอมรับว่าดูแล้วก็ไม่เข้าใจอะไรทั้งหมดหรอก แต่เผอิญผมชอบหนังที่มีภาพธรรมชาติสวยๆ ชอบดูสารคดีเป็นทุนอยู่แล้ว หนังอย่าง Samsara, Baraka หรือ Koyaanisqatsi เนี่ยชอบมากๆ เลยทำให้ผมรับได้กับหนังครับ ดูไปมันก็เพลินดี ได้เห็นภาพสวยๆ ในมุมต่างๆ ทั้งที่ภูเขาหรือในเมือง

คงต้องถามว่าอยากลองไหมล่ะครับ ถ้าคำตอบคือไม่ ก็ไม่ต้องดู แต่หากใครฟังแล้วรู้สึกสนใจ ก็จัดไปครับ อย่างมากก็แค่เลิกดูกลางเรื่องเท่านั้นเอง

สองดาวครับ

Star21

(6/10)