Action

John Wick: Chapter 2 (2017) จอห์น วิค แรงกว่านรก 2

poster-large.jpg

John Wick ภาคต่อไม่ได้ทำออกมาดูมันส์แบบมีสไตล์เท่านั้น แต่ยังต่อยอดเรื่องราวของตัวเองให้มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเก่า จากเดิมเป็นเรื่องของนักฆ่าที่ล้างแค้นเพราะโดนฆ่าหมา มาภาคนี้หนังนำพาเราก้าวเข้าสู่โลกของนักฆ่าแบบเต็มขั้นมากขึ้น

ตอนดูตัวอย่างผมก็มีคำถามนะว่าไอ้บ้าหน้าไหนไปปลุกผีพี่จอห์น วิค (Keanu Reeves) ให้โดดเข้ามาสู่วิถีนักฆ่า ซึ่งไอ้บ้ารายนั้นก็คือ แซนติโน่ (Riccardo Scamarcio) ที่มอบหมายงานที่จอห์น วิคไม่สามารถปฏิเสธได้ ประมาณว่าจอห์นติดพันธะสัญญากับแซนติโน่น่ะครับ

ตัวหนังถือว่ามีอะไรเยอะกว่าที่คิด แน่นอนครับว่าผมชอบ หนังยังดูสนุกในแบบของมัน ดีกรีลีลาบูีก็ถือว่าไม่น้อยหน้าภาคแรก (แต่ลึกๆ รู้สึกเหมือนภาคแรกจะบู๊เยอะกว่า หรือเพราะภาคแรกมันสดกว่าเลยทำให้เราจำได้แม่นกว่าหรือเปล่าก็ไม่รู้)

แต่จุดที่หนังมีให้มากขึ้นคือเรื่องราวครับ หนังเปิดโลกให้เราเห็นโลกของนักฆ่า อย่างภาคแรกเราอาจรู้จักแค่ “เดอะ คอนติเนนตัล” พื้นที่กลางของนักฆ่าที่ห้ามมาฆ่ากันเด็ดขาด แต่สามารถแวะมาพักกันได้ตามสะดวก ซึ่งภาคนี้เราก็จะได้เห็นเดอะ คอนติเนนตัลหลายสถานที่มากกว่าเก่า

หรือเรื่องของ “สภา” ที่ทำให้เราเห็นโลกของเจ้าพ่อและนักฆ่าชัดกว่าเดิม และการปูพื้นเรื่องเหล่านี้ก็ทำให้รู้สึกครับว่า ภาพที่เราเห็นในภาคนี้น่ะเป็นแค่ส่วนหนึ่งของภาพที่ใหญ่กว่าที่ผู้กำกับจะนำพาเราไปในภาค 3 (ซึ่งโอกาสในการทำต่อมีสูงอยู่ครับ ลองว่าดังต่อเนื่องทั้ง 2 ภาคขนาดนี้)

จุดที่ผมชอบมากคือโลกของเจ้าพ่อและนักฆ่าในเรื่องมันให้อารมณ์เหมือน “ยุทธภพ” ในหนังจีนกำลังภายใน ที่เต็มไปด้วยบุญคุณความแค้น มีสำนักสังกัดหลากหลาย มีองค์กรนักฆ่า มีสำนักคุ้มภัย ฯลฯ คืออารมณ์มันประมาณนั้นเลยน่ะครับ

หรือเหล่านักฆ่าก็เป็นส่วนผสมระหว่าง “จอมยุทธ” ในหนังจีน, “ซามูไร” ในหนังญี่ปุ่น และ “คาวบอย” ในหนังตะวันตก ที่แต่ละคนก็มีจุดยืนแตกต่างกันไปตามแต่ตำแหน่งที่ตนกำลังยืนอยู่ (เช่น บางคนเป็นอิสระ บางคนมีนาย หรือบางคนก็ล้ำเส้น) ทุกคนก็จะมีวิถีในแบบของตน โดยมีกรอบกติกาขององค์กรที่ใหญ่กว่าคลุมอยู่อีกที

และที่คลาสสิกมากๆ คือ หลายครั้งที่กติกาบางอย่างในยุทธภาพที่จริงๆ มีไว้เพื่อรักษาความสงบ แต่กลับกลายเป็นเหมือนชนวนที่ก่อให้เกิดเรื่องใหญ่ในหลายครั้งหลายครา สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ใช่ทุกกติกาที่ใช่ได้ในทุกบริบท แต่หากไร้กฎมันก็คงยุ่งยากไม่แพ้กัน… ย้อนแย้งดีนะครับ

แล้วยังมีเรื่องของศักดิ์ศรี การเคารพนับถือในฝีมือซึ่งกันและกัน การลงมือของนักฆ่าก็มีทั้งแบบสังหารหมายชีวิต หรือแบบยั้งมือไว้ไมตรี ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงนี้ถูกนำมาผสมผสานกับสไตล์หนังยุคใหม่ของตะวันตกได้อย่างกลมกลืนจนน่าปรบมือเลยล่ะครับ

และนั่นทำให้ระหว่างดูผมฟินมากครับ เพราะมันไม่ใช่หนังบู๊ล้างผลาญอย่างเดียว แต่หนังสามารถปลุกชีพอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่ค่อยเจอบนจอหนังเท่าไร (หรือถ้าเจอก็ยังทำได้ไม่ถึง) ไม่ว่าจะเรื่องวิถี, ศักดิ์ศรี, บุญคุณกลั้วความแค้น หรือความสัมพันธ์แบบ “ยากเป็นมิตร แต่ก็ยากเป็นศัตรู” มาขึ้นจอได้เข้าที่และเข้าท่ามากๆ

คิวบู๊ในเรื่องก็ทำได้ดีครับ ผมชอบตรงการเลือกสถานที่ที่เอามาใช้เป็นลานบู๊ อย่างโถงถ้ำตอนกลางๆ เรื่องที่มันให้อารมณ์คลาสสิกอย่างประหลาด หรือตอนจอห์น วิคต้องฟัดกับฝ่ายตรงข้ามโดยมีโรมเป็นฉากหลัง ก็เป็นอะไรที่เจ๋งดี ไม่รวมถึงฉากบู๊กันในห้องกระจกอีกนะ แต่ละฉากทำออกมาได้ดีมาก (แม้ลึกๆ อาจจะยังไม่สุดในบางจังหวะ แต่ก็ถือว่าอยู่ในข่ายดีครับ)

บอกตรงๆ ว่าตอนนี้ผมมองข้ามช็อตไปถึงภาค 3 แล้วครับ ลองว่าหนังเบิกเนตรให้เราเห็นโลกนักฆ่าซะขนาดนี้ ถ้ามีภาคหน้าต่อไปล่ะก็ เรื่องมันต้องอลังและมีอะไรให้เล่นมากกว่าเก่า ซึ่งตอนนี้ทั้งคนกำกับและคนแสดงก็ดูท่าว่าจะพร้อมกลับมาทำภาค 3 แล้วครับ (ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับพล็อตภาคต่อไปแบบสนุกเลย)

เอาเป็นว่าไม่ผิดหวังครับ แต่ก็แอบเสียดายที่รายได้ยังไม่เปรี้ยงเท่าไร แต่ยังไงก็กำไรครับ เพราะลงทุนไปประมาณ $40 ล้าน แต่ได้กลับมาเกิน $100 ล้านจากทั่วโลกนี่ก็โอเคแล้วล่ะ… ตอนนี้ชักอยากดูภาค 3 แล้วล่ะครับ มันต้องเป็นอะไรที่มันส์แน่ๆ ทีเดียว

สามดาวครับStar31

(8/10)