รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Muriel’s Wedding (1994) น.ส.มิวเรียล รอใครสักคนขอแต่งงาน

muriels_wedding_poster

ผมขึ้นต้นแนวหนังแบบแปลกๆ ว่ามั้ยครับ เป็นชีวิต + การแต่งงาน เพราะหนังเรื่องนี้มันไม่ใช่โรแมนติกครับ อ้ะ บางท่านคงงงล่ะนะครับ หนังเกี่ยวกับการแต่งงานแต่ดันไม่ใช่โรแมนติก มันเป็นยังไงลองตามมาอ่านนะครับ

เนื้อเรื่องมันก็เป็นเรื่องของมิวเรียล เฮสล็อบ (Toni Collette) สาวร่างอ้วน ที่ไม่มีหนุ่มๆ คนไหนมอง และพ่อของเธอก็ยังคอยถากถางเธออยู่ประจำว่าเธอจะไม่ได้แต่งงานหรอก เธอจึงหาทางเริ่มชีวิตใหม่ โดยเดินทางไปพร้อมเพื่อนเก่านิสัยซ่าอย่าง รอนด้า (Rachel Griffiths) จุดประสงค์ของเธอก็คือ การหาคู่ชีวิตมาแต่งงาน มาร่วมเรียงเคียงหมอน มาสร้างครอบครัว แต่แล้วเธอก็พบว่า การแต่งงานที่รอคอยนั้น ไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิตหรอก มันยังมีอะไรอีกเยอะในชีวิตเนี้ย

มันจะเป็นไงต่อ ก็ต้องขอให้ตามไปดูกันล่ะครับ แต่ผมเชื่อว่าคงไม่ผิดหวังแน่ๆ ในฐานะหนังคุณภาพซึ่งกวาดรางวัล AFI (รางวัลหนังของออสเตรเลียเขาน่ะครับ) ทั้ง ดารานำหญิงยอดเยี่ยม (Collette), สมทบหญิง (Griffiths) และกวาดรางวัลหนังยอดเยี่ยมไปด้วย จึงบอกได้เลยครับว่าหนังเรื่องนี้มีดีไม่ธรรมดา

อย่างที่บอกครับว่า มันเกี่ยวกับเรื่องการแต่งงานและชีวิต แต่มันไม่โรแมนติกอะไรนักหรอกนะครับ แม้เนื้อหามันจะเป็นเรื่องของหญิงสาวคนหนึ่งตามหาความรักก็ตาม แต่มันจะกลายเป็นแง่ของชีวิตมากกว่าครับ เป็นการมองเรื่องการแต่งงานในอีกแง่มุมหนึ่งซึ่งต้องขอบอกว่าน่าสนใจและน่า คิดเอามากๆ

มิวเรียลนางเอกของเรื่องนั้น มุ่งแต่จะแต่งงานครับ เธอมีความเชื่อเหลือเกินว่า การแต่งงานจะนำความสุขอันสูงสุดมาให้เธอ เป็นทุกอย่างที่เธอรอคอย อีกทั้งพ่อเธอและสังคมยังตอกย้ำอยู่นั่นแหละ ว่าผู้หญิงต้องแต่งงาน มีครอบครัว ไม่งั้นจะกลายเป็นที่ครหา ไม่งั้นจะไม่มีความุสข ความเชื่อแบบนี้ฝังหัวเธอมาตลอด

จนในที่สุด เธอก็กระเสือกกระสน หาคนมาแต่งงาน จนไปๆ มาๆ เธอไม่สนเรื่องความรักเลยครับ จะรักไม่รักไม่รู้ล่ะ แต่ฉันต้องแต่งงานให้ได้ เพราะเชื่อว่าการแต่งงานคือความสำเร็จและเป็นความภาคภูมิใจสำหรับตนเอง และพ่อเธอจะได้เลิกบ่นเลิกบ้าซะที

แล้วพอเธอได้แต่งงานจริงๆ ผลมันก็ไม่ใช่อย่างที่เธอคิดเลยครับ ซึ่งตรงนี้นี่เองที่มันทำให้เธอเริ่มมองแง่มุมเกี่ยวกับการแต่งงานในมุมใหม่ ซึ่งตรงกันข้ามกับที่ฝังหัวเธอมาแต่แรก

หนังนั้นทำให้คนดูรู้สึกได้ ครับ ว่าการแต่งงานไม่ใช่ทุกอย่าง และไม่ได้แปลว่าความสำเร็จสูงสุด มันยังมีอะไรอีกมากมายเหลือเกินที่เพิ่งเริ่มเท่านั้น ไหนจะต้องสร้างครอบครัว ไหนจะต้องถนอมความรักอีกล่ะ มันแค่เริ่มน่ะครับ ใครที่คิดว่าแต่งงานปุ๊บสบายปั๊บล่ะท่านคิดผิดซะแล้วล่ะครับ นี่ไม่ได้แปลว่าแต่งงานแล้วจะต้องลำบากอย่างเดียวนะครับ เพียงแต่อย่าคาดหวังว่ามันจะต้องสุขเพียงอย่างเดียว เราต้องเปิดใจรอและพร้อมรับกับความทุกข์ที่อาจจะโถมเข้ามา ไม่ว่าจะโถมเข้าตัวเราหรือเข้าคู่ชีวิตเราก็เถอะ ยังไงเราก็ต้องร่วมฝ่าฟันไปด้วยกัน

ตอนอยู่คนเดียวเราก็รับผิดชอบตัว เอง แต่พอแต่งงานปั๊บ ชีวิตเราจะมีการบวกหนึ่งขึ้นมาทันทีครับ จากเขา หรือเธอ ก็กลายเป็นเราสองไปเรียบร้อย ความรับผิดชอบและอะไรๆ เลยต้องมีมากขึ้นไม่น้อยเหมือนกัน

นั่นหมายถึงกรณีที่รักกันนะครับ มันก็ยังมีทั้งสุขและทุกข์ แล้วลองคิดดูละกันถ้าแต่งงานในกรณีที่ไม่ได้รักกันเลยล่ะ มันจะเป็นอย่างไรได้บ้าง

ทีนี้ ผมอยากจะพูดถึงเรื่องในหนังนะครับ แต่มันอาจจะเผยซึ่งเนื้อหา หากท่านไม่อยากทราบก็ข้ามตรงดอกจันแล้วกันนะครับผม

***********************************

Untitle03092

มีอยู่จุดหนึ่งที่ผมชอบมากในหนังครับ ก็ต้องเล่านิดนึงว่า มิวเรียลเธอพยายามจะแต่งงานให้ได้อย่างที่บอกไป เธอเลยทำทุกวิธีทางที่จะหาผู้ชายมาเป็นคู่ชีวิต ซึ่งที่ต่างประเทศมันก็มีครับ พวกที่จนด้วยเกล้า ไม่รู้จะหาคู่ทีไ่หนก็จะมีสมาคมหรืออะไรทำการจัดหาให้ บางครั้งก็มีการแต่งงานเพื่อกรีนการ์ดหรืออะไรก็ตาม แล้วในที่สุดมิวเรียลเธอก็ใช้วิธีแบบนี้ จนสามารถหาหนุ่มมาแต่งงานสำเร็จ

แน่ นอนครับ ไอ้หนุ่มนั่นไม่ได้รักหรือชอบเธอเลย เพราะเธออ้วนน่ะ บั่กกั้กมาก เจ้าหนุ่มนั่นต้องแต่งด้วยความจำเป็นน่ะครับ สุดท้ายอยู่ๆ ไปก็ไม่รอด จนทั้งสองคิดแยกทางกัน

จุดที่ผมชอบอยู่ตรงนี้นี่แหละครับ ก็พอทั้งสองคิดจะแยกทางกัน เลยมีการพูดเปิดใจทำอะไรแบบตรงไป ตรงมาซึ่งกันและกัน เป็นตัวของตัวเอง ไม่มีการเสแสร้งอะไรอีกต่อไป จนไปๆ มาๆ ไอ้หนุ่มที่เป็นคุณสามีของมิวเรียลก็เปิดปากออกมาเองเลยว่า “อืมม์ เธอนี่ก็น่ารักเหมือนกันนะ” กล่าวคือจากไอ้ที่ไม่ชอบๆ ไอ้ที่มองเธอเป็นสาวอ้วนน่าเบื่อ เขาก็กลายเป็นเริ่มชอบเธอที่จิตใจขึ้นมาแล้วล่ะสิ เริ่มมองเธอมีความน่ารักและสวยงามขึ้นมาแล้วล่ะสิ

และไอ้ที่อึ้งคือ ตอนผมดูเนี่ย ดันรู้สึกไม่ต่างจากไอ้หนุ่มนั่นเท่าไหร่ครับ คือไอ้ฉากที่ว่านี่เจ๊มิวเรียลแกดูดีขึ้นมาจริงๆ คือ อ้วนก็ยังอ้วนอยู่น่ะครับ หน้ายังบานอยู่ แต่ท่าทางเธอดันกลายเป็นน่ารักขึ้นมาจริงๆ อ้ะ เออ อันนี้ผมงงมากเลยนะฮะ คือหนังสามารถจัดฉาก ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาอีท่าไหนอ้ะ ถึงสามารถทำให้คนดูรู้สึกได้อย่างที่ไอ้หนุ่มนั่นรู้สึก (คือรู้สึกว่ามิวเรียลน่ารักน่าทะนุถนอมอ้ะ) เออ ทำได้ไงอ้ะครับ พระเจ้าเลยครับ โอ้ก้อดเลยจริงๆ

ที่ผมอึ้งก็เพราะ ยอมรับเลยครับว่าผมเป็นชายชั่วร้ายชนิดหนึ่งที่ชอบมองสตรีที่ภายนอกเป็นส่วน มาก ถ้าอ้วนนี่คือสไลด์ผ่านไปได้เลยครับ และตอนดูในเรื่องก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเจ๊มิวเรียลแกหรอก รู้สึกแบบเดิมๆ น่ะแหละ แต่ไอ้ฉากที่ว่า กลับทำสำเร็จได้อ้ะ กลายเป็นผมรู้สึกดีกับเจ๊แกไปได้เฉยเลย ไม่สนหุ่นแต่สนสิ่งที่เจ๊แกเป็นอ้ะ เออ

ไม่รู้สิครับ ผมอาจเป็นอยู่คนเดียวนะฮะ แต่ก็นี่มันบ๊อกผมอ้ะครับ รู้สึกยังไงก็ต้องขอลงซะหน่อยล่ะ ไม่งั้นจะมีบ๊อกส่วนตัวไว้ทำไมเน้อะ

ก็นี่แหละครับ ฉากนี้แหละ ประทับใจและอึ้งสุดๆ จริงๆ

*************************

ก็อยากจะบอกว่าหนังทำได้ดีครับ ง่ายๆ แต่น่าติดตาม และถ้าคิดตามผมรับประกันว่าคุณๆ จะต้องได้รับอะไรไปจากหนังเรื่องนี้แน่นอน ทั้งแง่มุมเกี่ยวกับชีวิต สังคม การแต่งงาน และค่านิยมที่บางครั้งมันก็กดผู้หญิงอย่างน่าเศร้า เอาเป็นว่าผมอยากให้คุณผู้หญิงดูหนังเรื่องนี้กันครับ โดยเฉพาะคนที่คิดว่าตัวเองไม่สวยน่ะ ดูเลยครับ แล้วคุณจะรู้ว่าชีวิตนี้นอกจากเรื่องความรักแล้วมีอะไรอีกมากมายนัก

นัก แสดงเล่นได้อย่างไร้ที่ติครับ โดยเฉพาะ Collette ที่ลงทุนเพิ่มน้ำหนักตัวเองถึง 40 ปอนด์ ยอมอ้วนน่ะครับ แล้วเล่นได้เฉียบขาดมากอีกด้วย ต้องยกนิ้วให้จริงๆ โดยเฉพาะฉากที่ผมบอกในดอกจันนี่แหละ เธอทำได้อย่างไรอ้ะ อ้วนแต่ทำให้ตัวในน่ารักได้ขนาดนั้นน่ะ เยี่ยมจริงๆ

ผู้กำกับหนังเรื่องนี้คือ P.J. Hogan ครับ นี่เป็นหนังที่สร้างชื่อให้กับเขาอย่างมาก จนทางฮอลลีวู้ดตามเขาไปกำกับหนังดังๆ อย่าง My Best Friend’s Wedding ในเวลาต่อมา แล้วฝีมือเขาก็ยังคงเฉียบคมตามเคยเช่นกัน

หนังดีอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาด

เฉียดสามดาวครับ

Star22

(7.5/10)

โฆษณา