รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Manhattan (1979) แมนฮัตตัน

0792846109.01.LZZZZZZZ

ครับ นี่ก็อีกหนึ่งหนังชีวิต ของผู้กำกับ Woody Allen และเรื่องนี้ก็ได้รับการยกย่องว่า ดีที่สุดของเขาด้วยนะครับ

หนังก็เป็นเรื่องของ ไอแซค เดวิส (Woody Allen) นักเขียนบทโทรทัศน์ที่กำลังคบอยู่กับเด็กสาวคราวลูกที่ชื่อว่า เทรซี่ (Mariel Hemingway) แต่แล้วเขาก็ได้พบกับ แมรี่ วิลกี้ (Diane Keaton) สาวอีกคนที่อายุพอๆ กับเขา แต่เธอกำลังคบอยู่กับ เยล (Michael Murphy) เพื่อนซี้ของเขา จากนั้นไม่นานความสัมพันธ์ระหว่างเยลกับแมรี่ก็จบลง ทำให้ไอแซคได้รู้จักแมรี่มากขึ้น แล้วเขาก็ต้องเลือกอีกตะหาก ว่าความรักของเขาจะเป็นไปในทิศทางใดต่อไป

ครับ เนื้อหาโคตรผู้ใหญ่เลยว่ามั้ย แต่หนังไม่เครียดครับ มันเป็นแนวออกจะตลก … ตลก … อืมม์ ตลกก็ใช่น่ะครับ แต่เป็นตลกแบบเฉพาะของลุง Woody นะครับ

ตลกของลุง Woody จะมีแบบเฉพาะอยู่ คือ ตลกคำพูดครับ และไม่ใช่ตลกเล่นคำเอาฮาแบบซิทคอมที่เราคุ้นเคย มันจะตลกแบบเสียดสี แบบพูดแดกดันสิ่งต่างๆ ในสังคม ตัวอย่างเช่น “มหานครนิวยอร์ค เป็นที่ๆ มีความสำคัญทางอารยธรรมประการเดียว นั่นคือ รถสามารถตรงไปได้ตอนไฟแดง ” … เก๊ทมั้ยฮะ เนี่ยแหละ มุขแกจะสไตล์เนี้ย (บางคนเริ่มนึกแล้ว นี่มรึงขำกันเหรอเนี่ย) คือ สำหรับผม มุขของแกมันจะขำแบบคมคายครับ ไม่ใช่แค่ “ขำขำ” แต่เป็น “ขำคิด” และผมก็ชอบอยู่เหมือนกัน

และตลอดทั้งเรื่อง (รวมไปถึงหนังทุกๆ เรื่องของลุง Woody) มันจะมาแนวนี้ครับ เอะอะอะไรก็ต้องเป็นเรื่องผัวๆ เมียๆ ชีวิตรักแบบผู้ใหญ่ เรื่องของวัยกลางคน (ก็ดูอายุแกดิคับ ตอนทำเรื่องนี้ก็ล่อไป 44 แล้ว) แต่ยอมรับว่าดูแล้วมันทำให้เห็นภาพของคนวัยกลางคนชัดขึ้นครับ คือ ความคิดของเขาจะไม่ใช่แค่ไปตายเอาดาบหน้าอีกแล้ว เขาจะเริ่มคิดแบบสองชั้น มีเผื่อเอาไว้ด้วย แต่พอมาเรื่องความรักนี่ ยังไงก็ไม่ลงตัวซะทีเดียวครับ อันนี้ก็กัดพวกชาวเมืองในมะกันอยู่เหมือนกัน ก็ไอ้ตรงที่ทุกเรื่องดีหมด เศรษฐกิจดูดี การเงินไหลคล่อง มีบ้านมีอพาร์ตเมนท์อยู่สบาย แต่เรื่องชีวิตคู่นี่แมร่งหย่ากับประจำ ไม่ยักกะอยู่ยืดกันเท่าไหร่ ก็ประมาณว่าเรื่องทางวัตถุล่ะเก่งเชียว แต่เรื่องทางชีวิตนี่ห่วยแตก ….

… เอ่อ อันนี้ผมตีความตามแบบของผมนะครับ ไม่ได้ตีความที่ลุงแกซ่อนไว้ … ไม่ใช่ไรฮะ เวลาแกทำหนังทีไรต้องมีอย่างน้อยหนึ่งฉาก ที่แกจะมานั่งด่าไอ้พวกที่ชอบตีความหมายหนังชาวบ้านไปแบบข้างๆ คูๆ .. ผมเลยไม่ค่อยกล้าในหนังของแกไง

นักแสดงเจ๋งหนับครับ ดนตรีดี การถ่ายภาพนี่ไม่ต้องถามเลย ออ หนังเป็นขาวดำนะครับ ตอนแรกก็ขัดใจอยู่ไม่น้อย แต่พอดูจนจบก็ โอ้ มันต้องขาวดำแหละดีแล้ว อารมณ์โคตรจะลงเลยล่ะ

ดูหนังแล้วมันก็น่าคิดน่ะครับ ว่าอะไรคือรักที่แท้จริง ซึ่งอันนี้ไม่มีใครตอบได้ครับ ใครจะไปรู้ล่ะว่ารักที่เรามีตอนนี้มันจริงแท้แน่นอนหรือไม่ และไอ้รักที่เราเคยเสียไปล่ะ มันอาจจะเป็นรักที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เราจะมีก็ได้เหมือนกัน … อย่างที่บอกครับ ชีวิตคือการเสี่ยง ก็ได้แต่หวังว่าเราจะเสี่ยงแล้วสำเร็จ ไม่ใช่ล้มเหลวอ้ะนะคับ

แต่คำเตือนครับ อย่าดูตอนเหงา ยิ่งตอนมีปัญหากับแฟน – ไม่มีแฟน – แฟนทิ้ง ผมว่าอย่างอ้ะ ไม่ควรเท่าไหร่อ้ะคับ เพราะโทนหนักมันหนัก มันชวนให้เราคิดและไตร่ตรอง ให้สำรวจหัวใจตัวเอง และภาพยังขาวดำอีก ตอนจบล่ะคุณเอ้ย … เดี๋ยวก็ได้นั่งซึมกระทือกันพอดีอ้ะ

ก็เป็นความรักแบบผู้ใหญ่นะนะคับ และเป็นแบบอเมริกันมากๆ เลย จนตอนนี้ผมเริ่มจะเข้าใจแล้วว่า ทำไมหนังโรแมนติกอเมริกามันถึงไม่ค่อยเน้นหวานๆ หรือความซึ้งเท่าหนังเกาหลีหรือญี่ปุ่น … นั่นก็เพราะมันไม่ใช่สไตล์เขาน่ะสิครับ ไอ้พวกเรียกน้ำตาหรือฉากแอบประทับใจไรเงี้ย เขาไม่ถนัดน่ะ อเมริกานี่ชอบคือชอบ บอกไปเลย รุ่งขึ้นก็ควงแขนกันเป็นแฟนแล้ว ไม่ต้องมาพิธีการอะไรมากมาย เหมือนลองคบๆ ดูก่อน ไว้ไม่ได้เรื่องก็ค่อยเลิก ซึ่งแม้เขาจะเสียใจแต่ก็ไม่ได้เศร้าเอาเป็นเอาตายแบบทางฟากเรา ทางโน้นเขาหาทางทำใจได้ไว เพราะไม่นานก็มีคนมาคบใหม่อยู่แล้ว ทางโน้นเรื่องแบบนี้เขาเปิดกว่าเราครับ ซึ่งก็มีทั้ง้ข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือ ไม่ต้องมานั่งเศร้าอะไรมากมาย เสียแล้วเสียไปหาใหม่ดีกว่า แต่ถ้ามาบ้านเรานี่ มีข้อเสียทันทีครับ นั่นคือ “การเปลี่ยนคู่ไปเรื่อยๆ นั้นมันไม่งาม” ซึ่งจะว่าไปก็ไม่เถียงอ้ะคับ ก็วัฒนธรรมเรามันเป็นเงี้ยอ้ะ … ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แค่คิดดังๆ น่ะ

ก็นะครับ หนังมันมีอะไรให้คิด มันเป็นรักแบบผู้ใหญ่ สนใจมั้ยครับ ฮาก็แดกดันอย่างลึกๆ

ถ้าชอบก็เอาไปดูได้เลยครับ ส่วนผมก็ไม่มีอะไรมาก

แค่สามดาวเน็ทๆ เท่านั้นเอง

Star31

(8/10)