รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Love, Rosie (2014) เพื่อนรักกั๊กเป็นแฟน

1442333988891

คาดไม่ถึงเหมือนกันครับว่าผมจะรักหนัง Love, Rosie มากขนาดนี้

หนังมาแนวเดิมๆ ครับ พระเอกนางเอกคือ “เพื่อนสนิท” ตามนิยามในเพลงฮิตของเอนโดรฟิน ที่พวกเขาผลัดกันแอบชอบไปมา แต่ก็ไม่ได้เป็นแฟนกันซะที จากนั้นต่างคนต่างก็มีแฟนของตน แต่จนแล้วจนรอดหัวใจก็ยังเรียกร้องกันและกันอยู่ลึกๆ

จำได้ว่าปีก่อนก็มีเรื่อง What If ที่ Daniel Radcliffe นำแสดง นั่นก็เพื่อนรักเพื่อนเหมือนกัน เรื่องนั้นผมก็ว่าโอเคครับ ดูเพลินดี แต่กับเรื่องนี้ผมรู้สึกชอบมากกว่า ดูไปยิ้มไป รู้สึกว่ามันน่าติดตามตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งพอลองถามตัวเองว่าชอบตรงไหน ก็พอจะไล่เป็นข้อๆ ได้ดังต่อไปนี้ครับ

1. Lily Collins น่ารักมาก ^_^ สารภาพว่าติดตามน้องคนนี้อยู่เสมอ แม้หนังของเธอจะแป้กบ่อยๆ แต่ฝีมือการแสดงนี่ไม่น้อยเลยนะครับ กับเรื่องนี้เธอรับบทโรซี่ได้อย่างน่ารัก บทจะฮาก็ฮา บทจะดราม่าก็เล่นเอาอึ้งอยู่ (อย่างตอนเธอรับโทรศัพท์เรื่องข่าวร้ายน่ะครับ คำพูดและโทนอารมณ์มันเค้นได้จริงๆ)

ขณะที่ Sam Claflin ในบทอเล็กซ์ แม้บทจะดูเด่นน้อยกว่า Collins แต่การแสดงออกทางแววตาและท่าทางของเขามันใช่น่ะครับ บทตอนไหนที่แสดงถึงความเหงาก็ดูหงอยไร้วิญญาณจริงๆ

อีกรายที่ได้ใจคือ Lorcan Cranitch ในบทพ่อของโรซี่ อยากบอกว่า “ป๋าคือสุดยอดคุณพ่อครับ” น่ารักและแสนดีจริงๆ

2. Soundtrack แซ่บทรวงมากถึงมากที่สุด ใช้ได้เหมาะกับฉากนั้นๆ อย่างแรง เช่น ซีนที่ใช้เพลง Alone Again (Naturally) ของ Gilbert O’Sullivan นี่กระแทกเซี่ยงจี้เลยครับ มัน “ใช่” จริงๆ

หรือหนึ่งในเพลงคู่ชาติวัยรุ่น สมัยผมอย่าง Asereje ( “อาเซเดเฮ” ไงครับ) ไหนจะเพลง Crazy in Love อีก อันนี้อาจเป็น “อาการโดนส่วนตัว” นะครับ แต่มันโดนจริงๆ คือฟังเพลงพวกนี้แล้ว มันไม่ใช่แค่เข้ากับหนัง แต่มันชวนให้ผมคิดถึงวันเก่าๆ สมัยยังเริงร่ากับเพื่อน สมัยยังเรียนรู้คำว่า “รัก” สลับกับคำว่า “อกหัก”

3. ฉากสวยครับ อันนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นความได้เปรียบของหนังสมัยใหม่ที่สามารถถ่ายทำออกมาเป็น HD ให้เราดูกัน มันเลยได้โทนภาพ โทนคมที่พอเหมาะ ซึ่งฉากในเรื่องมันก็ได้อารมณ์ด้วยนะครับ อย่างบ้านของโรซี่, ฉากกลางอาทิตย์อัสดงทั้งหลาย หรือฉากห้องของอเล็กซ์กับแฟน มันสื่ออารมณ์ได้กำลังดีจริงๆ

love-rosie-phone-wallpaper

4. จังหวะการเล่าเรื่องมันเพลินดีครับ เดินเรื่องไว ชวนให้ติดตาม สนุกไปกับอารมณ์ขันผสมกับอารมณ์ดราม่า ซึ่งหนังนั้นอาจตัดทอนอะไรๆ ออกไปหลายประการ เพราะจริงๆ แล้วฉบับนิยายนั้นระยะเวลาที่เกิดเหตุทั้งหมดคือ 45 ปีครับ แต่ฉบับหนังลดเหลือ 12 ปี แต่ผลที่ได้ก็นับว่าอร่อยครับ พวกเขาผ่านชีวิตทั้งดีและร้าย ทั้งสุขและทุกข์ ซึ่งมันสอนพวกเขาพอๆ กับสอนผู้ชม (หากเรานำบางประเด็นกลับไปขบคิดนะครับ)

5. จริงๆ หนังมันออกแนวความรักที่น้ำเน่านิดๆ เฉียดไปมาหน่อย (เช่น ตัวละครหนึ่งกำลังจะบอกรักอีกคน แต่คนนั้นดันเพิ่งมีแฟนไปเสียฉิบ) แต่การนำเสนอมันไม่ได้น่ารำคาญน่ะครับ มันทำให้รู้สึกประมาณว่า “ช้าไป… โอกาสนั้น หลุดลอยไปจนได้นะ” มากกว่า

6. ผมชอบที่หนังแทรกนัยน่ารักๆ อย่าง “ทำไมอเล็กซ์ถึงชอบ Back to the Future มากมาย?” ตอนแรกผมก็นึกว่าเขาชอบมันเพราะ ความสนุก เหมือนที่ผมและอีกหลายๆ คนชอบมั้ง แต่มันไม่ใช่ครับ มันมีความหมายลึกๆ มากกว่านั้น และนัยตัวนี้ก็สื่อถึง “ความรู้สึกนึกคิดที่ซ่อนอยู่ในใจของอเล็กซ์” ได้อย่างดี

มันสะท้อนความจริงง่ายๆ ครับว่าการที่ใครสักคนรักหนังสักเรื่อง รักของสักชิ้น หรือรักที่สักแห่งมันอาจไม่ใช่ความชอบฉาบฉวยเสมอไป แต่มันอาจมีความหมาย มันอาจซ่อนความนัย หรือมันแอบซ่อนสะท้อนความต้องการของคนบางคนเอาไว้ก็ได้

ในบางมุม เราอาจมองเรื่องพวกนี้ว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่ยุ่งยากและรุงรังของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน แต่หากลองไปมองอีกมุม… มันอาจเป็นความสวยงามปนความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งก็ว่าได้

และหากเรามองเห็นสิ่งเหล่านี้แทนที่จะด่วนรำคาญมัน… เราก็อาจพบทางลัดที่จะนำเราไปสู่ความพึงพอใจในหลายๆ ด้านของชีวิต

… โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความรักและความผูกพัน

++++++++++++++++++++++++++++

โดยรวมหนังเลยออกมาน่ารักสำหรับผมครับ ดูแล้วชอบจริงๆ อร่อยกำลังดี มีสาระดีๆ ไม่ว่าจะเรื่องการไขว่คว้าจับโอกาส, มิติต่างๆ ของความรัก และการค้นหาสิ่งที่ตนเองต้องการ แม้หนังอาจไม่ได้สุดยอด แต่มันน่ารักถูกใจผมจริงๆ

ลองชมกันนะครับ ถ้าชอบหนังรักๆ ผสมตลกสไตล์นี้ ^_^ คุณอาจรักมันอย่างที่ผมรักก็ได้

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

โฆษณา