Action

Star Trek: Generations (1994) สตาร์ เทร็ค ผ่ามิติจักรวาลทลายโลก

1368168932

หลังจากภาคที่แล้วคือบทอวสานของลูกยานเอ็นเตอร์ไพรส์ดั้งเดิม ทาง Paramount เองก็ได้วางแผนสำหรับการสร้างภาคต่อเอาไว้ โดยตั้งใจจะนำเอาลูกยานเอ็นเตอร์ไพรส์-ดี มาขึ้นจอใหญ่แทน

ทีนี้เราก็มาทำความรู้จักกับพวกเขากันหน่อยนะครับ หลังจากที่ Star Trek เวอร์ชั่นจอใหญ่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ภาค 2 เป็นต้นมา พอถึงปี 1986 Rick Berman หนึ่งในผู้บริหารค่าย Paramount จึงเกิดไอเดียอยากจะสร้างซีรี่ส์ Star Trek ขึ้นมาอีกชุด นอกจากเพื่อสานต่อความสำเร็จของหนังชุดนี้แล้ว ยังเป็นการเตรียม “ทางออก” ให้กับ Star Trek ภาคจอใหญ่ ในกรณีที่ลูกยานชุดแรกแก่เกินที่จะแสดง หรือถ้ามีปัญหาในเรื่องการขึ้นค่าตัว ทาง Paramount ก็จะได้สามารถทำ Star Trekฉบับหนังใหญ่ ต่อไปได้โดยไม่ต้องสะดุด และหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ในการสร้างสรรค์ซีรี่ส์ใหม่นี้ก็หนีไม่พ้น Gene Roddenberry เจ้าเก่าต้นตำรับ Star Trek นั่นเอง

ซีรี่ส์ชุดนี้ก็มีชื่อว่า Star Trek: The Next Generation โดยเนื้อหาจะเป็นเหตุการณ์ช่วง 70 ปีหลังจากชุดแรก เป็นเรื่องราวของลูกยานเอ็นเตอร์ไพร์ส-ดี (ยานของ Trek ชุดแรกคือ เอ็นเตอร์ไพร์ส-เอ) ซึ่งผู้บังคับยานคือ กัปตันฌอง-ลุค พิคาร์ด (Patrick Stewart) ในแต่ละตอนพวกเขาก็ต้องผจญเรื่องตื่นเต้นระทึกใจมากมายตามสไตล์ Trek นั่นแหละครับ ทั้งมนุษย์ต่างดาวสารพัดพันธุ์ ไหนจะสนามพลังที่พาพวกเขาไปเจอกับเรื่องพิสดารเกินคาดเดา เรียกว่าสนุกสนานเข้มข้นไม่แพ้ชุดที่แล้ว และที่แฟนๆ เห็นตรงกันว่าเหนือกว่าภาคแรกก็คือเรื่องของเทคนิคพิเศษที่จัดเต็มยิ่งขึ้น ลงทุนกว่าของเก่า ซึ่งในบางตอนนั้นหนังสนุกมาก ลุ้นมากก็เพราะเทคนิคพิเศษเอื้ออำนวยด้วยนั่นแหละครับ

ในบ้านเราช่อง 7 ก็เคยเอาซีรี่ส์ชุดนี้มาฉายเมื่อนานมาแล้ว ในชื่อ ตะลุยจักรวาล 2 เจาะจักรวาลใหม่

สำหรับลูกยานลำนี้ก็มีตัวหลัก 7 คนเช่นกันครับ นอกจากกัปตันพิคาร์ดแล้วก็มี วิลเลี่ยม ไรเกอร์ (Jonathan Frakes) ที่เปรียบได้กับมือขวาของพิคาร์ด, จอร์ดี้ ลาฟอจ (LeVar Burton) หัวหน้าช่างเครื่อง, เบฟเวอลี่ ครัชเชอร์ (Gates McFadden) หัวหน้าแพทย์, ดีนน่า ทรอย (Marina Sirtis) ที่ปรึกษาและจิตแพทย์ประจำยาน, ผู้การวอร์ฟ (Michael Dorn) หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย ซึ่งเขาเป็นชาวคลิงออนครับ

และที่ลืมไม่ได้คือ เดต้า (Brent Spiner) หุ่นแอนดรอยด์อเนกประสงค์ (เพราะพี่แกทำมันทุกอย่าง) บุคลากรสำคัญประจำยานที่ต้องการจะเรียนรู้อารมณ์แบบมนุษย์ ซึ่งก็เปรียบได้กับบทสป็อกนั่นแหละครับ ซึ่งคนดูก็รักเดต้ามากทีเดียว เพราะพี่ท่านเรียกเสียงฮาได้เป็นอย่างดี แล้วก็ยังน่ารักเหมือนเด็กที่อยากรู้อยากเห็นอะไรไปหมดด้วยล่ะครับ

1368207965

สำหรับผมแล้วจุดเด่นของเดต้าคือการตั้งคำถามครับ เพราะทุกนาทีที่เขาอยู่กับมนุษย์เขาจะได้พบกับประสบการณ์ที่น่าสนใจสำหรับ หุ่นยนต์เช่นเขา ที่มือใหม่อย่างยิ่งในเรื่องอารมณ์ ความรู้สึก และเรื่องจิตใจ เขาก็จะตอบถาม คอยค้นหา ซึ่งหลายครั้งที่คำถามของเขาน่าสนใจและเป็นคำถามที่มนุษย์อย่างเราๆ ก็อาจไม่รู้คำตอบ แต่มันเป็นคำถามที่น่าหาคำตอบอย่างยิ่ง

Trek ชุดนี้ได้ฉายทางทีวีเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 กันยายน 1987 ซึ่งเรตติ้งสวยงามมากๆ มีคนดูไม่ต่ำกว่า 27 ล้านคนทีเดียว ด้านคำชมก็โกยไปเพียบ บางคนถึงกับบอกว่าชุดนี้สนุกกว่าชุดก่อนเยอะ ซึ่งในแง่หนึ่งก็ถูกครับ เพราะ Trek ชุดนี้ได้รับการอัดฉีดเงินทุนเต็มที่ ด้านเรื่องราวก็เปิดโอกาสให้คนเขียนบทสร้างจินตนาการแบบเต็มพิกัด ไม่ขัดไม่ขวางใดๆ ทำให้อรรถรสกับลูกเล่นของชุดนี้มีมาก ในขณะที่ Trek ดั้งเดิมนั้นโดนจำกัดทั้งทุนและคนสร้างสรรค์อย่าง Gene Roddenberry ก็ต้องฟันฝ่าอุปสรรคตั้งมากมาย ผลลัพธ์ที่ได้แม้จะดีแต่ก็อาจจะมีจุดพร่องบ้าง แต่ไม่ว่าจะอย่างไรคอ Star Trek ก็ยกนิ้วให้ทั้งสองชุดนี้ว่าเป็นสุดยอดตำนานแห่งการผจญภัยในอวกาศอยู่ดี

Star Trek: The Next Generation สร้างติดต่อกันถึง 7 ปี รวมเบ็ดเสร็จ 176 ตอน ส่วนเหตุผลที่ต้องลาจอไปก็ไม่ใช่เพราะเสื่อมความนิยม แต่เพราะทีมผู้สร้างตั้งใจยกลูกยานชุดใหม่ให้มาแสดงในหนังจอเงินต่อจากทีม กัปตันเคิร์ก ซึ่ง Berman โต้โผใหญ่ของ Star Trek ชุดนี้ก็สบโอกาสครับ พอชุดเก่าไป ก็น่าจะยกชุดใหม่ขึ้นเสียบ แต่ทว่าจะให้กัปตันพิคาร์ดกับลูกยานขึ้นจอแบบไม่มีปี่ไม่มี่ขลุ่ย ก็ย่อมจะไม่เหมาะนัก เพราะแม้ซีรี่ส์นี้จะได้รับความนิยมมากในเมืองมะกัน แต่สำหรับตลาดต่างประเทศแล้วพิคาร์ดยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนัก Berman เลยคิดว่ามันน่าจะเหมาะกว่าหากสร้างภาคที่ 7 ของ Trek ให้มีเนื้อหาว่าด้วยกัปตันเคิร์กส่งต่อพันธะหน้าที่พิทักษ์จักรวาลให้กับพิ คาร์ด ซึ่งนอกจากจะเป็นการเชื่อมเรื่องแล้ว ยังจัดว่าเป็นพล็อตที่มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับแฟนหนังชุดนี้…

แหม สองกัปตันแห่งสองยุคได้มาเจอกันแบบนี้ แฟน Trek ย่อมยินดีควักเงินซื้อตั๋วเข้าชมอยู่แล้ว พอได้ไอเดียดังนั้น Berman เลยรีบปั่นบทร่วมกับ Brannon Braga และ Ronald D. Moore ซึ่งก็เป็นลูกหม้อ Trek ชุดใหม่ด้วยกันทั้งสิ้น

ในตอนแรก Berman ได้ติดต่อให้ Leonard Nimoy กลับมาแสดงรับเชิญในบทสป็อกพร้อมทั้งกำกับด้วย แต่เขาก็ปฏิเสธเพราะบทยังไม่ถูกใจสักเท่าไร Berman เลยตัดสินใจมอบหน้าที่กำกับให้ David Carson ผู้ผ่านงานกำกับ Trek ชุดใหม่มาตั้งแต่สมัยจอแก้ว

สำหรับเรื่องราวในภาคนี้ก็เริ่มที่ปี 2293 เมื่อกัปตันเคิร์ก (William Shatner), เชคอฟ (Walter Koenig) และ สก็อตตี้ (James Doohan) ได้รับเชิญให้ไปร่วมเดินทางเที่ยวปฐมฤกษ์ของยานเอ็นเตอร์ไพรส์-บี ตอนแรกอะไรๆ ก็ราบรื่นจนกระทั่งมีสัญญาณขอความช่วยเหลือมาจากยานอพยพ 2 ลำครับ โดยยานสองลำนั้นโดนแถบสนามพลังบางอย่างกักไว้ และหากปล่อยไว้อีกไม่นานยานก็จะโดนแรงอัดจากสนามนั่นจนระเบิด ทำให้เอ็นเตอร์ไพรส์-บีต้องพยายามช่วยอย่างเต็มที่ และผลปรากฏว่ากัปตันเคิร์กได้ประสบอุุบัติเหตุระหว่างทำการช่วยเหลือ ส่งผลให้เขาหายไปพร้อมกับแถบพลังที่ว่านั่น (แต่ในประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่าเขาสละชีวิตในหน้าที่)

จากนั้นหนังก็เล่าถึงอีก 78 ปีต่อมา อันเป็นเรื่องราวของลูกยานเอ็นเตอร์ไพรส์-ดี ที่นำโดยกัปตันพิคาร์ด (Stewart) ซึ่งพวกเขาก็ต้องมาเจอกับแผนร้ายของ ดร. โทเลี่ยน โซรัน (Malcolm McDowell) นักวิทยาศาสตร์ที่หมายจะใช้แถบพลังลึกลับ แถบเดียวกับที่เคยหอบกัปตันเคิร์กหายไปนั้น นำมาเพื่อประโยชน์ส่วนตน แต่การทำเช่นนั้นให้สำเร็จก็จะต้องแลกด้วยชีวิตผู้บริสุทธิ์นับล้านคน!

ทำ ให้กัปตันพิคาร์ดต้องลงมือหยุดยั้ง และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้พบกับกัปตันเคิร์กในตำนาน ซึ่งก็ติดอยู่ในสนามพลังที่ชื่อ “เน็กซัส” อันเป็นมิติปริศนาที่ไร้กาลเวลา ใครก็ตามที่ได้เข้าไปจะไม่แก่ไม่ตาย และสามารถท่องไปตามกาลเวลาได้ อีกทั้งสามารถใช้สมองของเราเนรมิตโลกแบบที่เราอยากอยู่ก็ได้ ดังนั้นถ้าอยู่ในเน็กซัส ไม่ใช่เพียงแค่เราจะโดดไปอนาคตหรือย้อนไปดูอดีตได้เท่านั้น แต่เรายังสามารถเลือกได้ว่าเราอยากได้รับอนาคตแบบไหน และอยากแก้อดีตได้อย่างไร เรียกว่าสามารถใช้พลังแห่งจินตนาการของเราสร้างโลกแบบที่เราต้องการได้เลย (รู้แบบนี้ก็พอเข้าใจครับว่าทำไม ดร. โซรันถึงอยากใช้พลังจากเน็กซัสนัก)

แล้วในที่สุดเรื่องจะสรุปลงเอยเช่นไร ก็ตามไปดูกันได้นะครับ

1368208005

ภาคนี้จัดว่าสนุกพอเพลินครับ ความสนุกน่าจะประมาณ Star Trek III: The Search For Spock ที่จัดว่าไม่เลว แต่ก็ไม่ถึงกับยอดเยี่ยมเต็มขั้นเท่าภาค 2 และ 6 ส่วนหนึ่งอาจเพราะบทครับ บทที่ยังไม่เข้มเต็มที่ และการเดินเรื่องที่ยังไม่เร้าใจเต็มพิกัด แต่ส่วนที่ดีมากๆ ยังคงเป็นเรื่องพลังจินตนาการครับ การเนรมิตมิติที่ชื่อเน็กซัสออกมานี่ต้องนับถือเลยครับ คิดมาได้ดีและน่าสนใจมากๆ และยังเป็นไอเดียการเชื่อม 2 กัปตันมาเจอกันได้อย่างสร้างสรรค์มากๆ เพราะถ้าเป็นเรื่องอื่นก็อาจแค่กำหนดบทแบบเล่นมุขเดิมๆ เช่นให้คนนั้นย้อนเวลามาหาคนนี้ หรือไม่ก็พาคนนี้เจาะเวลาไปหาคนนั้น แต่กับเรื่องนี้สร้างสรรค์มากครับ สร้างมิติเน็กซัสขึ้นมา วางกฎ (ที่ไร้เกณฑ์) วางแบบ (ที่ไร้แผน) ให้กับมิตินี้ได้อย่างน่าสนใจ เรียกว่า “เวลา” ไม่มีความหมายไปเลยครับ เมื่ออยู่ในเน็กซัส

เรื่องพลังดารานั้นหายห่วงครับ แต่ละคนก็สวมบทเดิมจนเล่นได้เนียนมากมายอยู่แล้ว ซึ่งนอกจากดาราตัวเอกแล้ว เรายังจะได้พบ Alan Ruck ดาราหน้าคุ้นที่หลายคนน่าจะจำได้จากบทวัยรุ่นแสบแบบผู้ดีใน Ferris Bueller’s Day Off ก็มาในบทกัปตันแฮร์ริแมน ผู้นำยานเอ็นเตอร์ไพรส์-บี, Jacqueline Kim ในบทเดอโมร่า ลูกสาวของซูลูครับ โดยเธอรับหน้าที่เป็นต้นหนให้เอ็นเตอร์ไพรส์-บี, Glenn Morshower ที่หลายคนอาจคุ้นหน้าจาก 24 ในบทตำรวจลับแอรอน เพียซ ก็มาแสดงเป็นพลนำทาง

และ Whoopi Goldberg ในบทไกนัน ซึ่งเธอปรากฏตัวในซีรี่ส์ชุด The Next Generation หลายตอนครับ ในบทบาร์เทนเดอร์ชาวเอล ออเรี่ยนที่สนิทสนมกับกัปตันพิคาร์ดอย่างมาก ซึ่งเผ่าพันธุ์ของเธอได้รับฉายาว่าเป็นนักฟังที่ดีครับ (แบบที่โซรันบอกกับพิคาร์ดนั่นแหละครับ โซรันก็เป็นเผ่าเอล ออเรี่ยนเหมือนกัน) เธอจึงเป็นที่ปรึกษาอีกคนที่พิคาร์ดไว้ใจ และในภาคนี้เราจะได้เห็นครับ ว่าเธอมายังสหพันธ์อย่างไร ซึ่งเธอนี่แหละครับที่เคยผ่านประการณ์ในเน็กซัสมาพร้อมๆ กับวันที่เคิร์กหายตัวไป อันนี้เป็นอีกจุดที่ผมชื่นชมครับที่หนังลิ้งค์ประเด็นต่างๆ ได้ดี เอาตัวละครมาเชื่อมเรื่องได้อย่างเข้าท่า

กล่าวกันว่าตอนแรก (สมัยเริ่มทำซีรี่ส์ The Next Generation) ทีมผู้สร้างอยากได้ Goldberg มาแสดงเป็นหนึ่งในลูกยาน แต่เนื่องจากไม่มีช่องว่างให้เธอลงในบทตัวละครหลักเลย ทางทีมงานเลยไม่กล้าเชิญเธอมา แต่ Goldberg กลับเป็นฝ่ายเสนอตัว บอกว่าเธอยินดีแสดงไม่ว่าบทจะเล็กหรือใหญ่ “จะให้บทฉันถูพื้นยานอยู่ด้านหลังก็ยังได้ค่ะGoldberg กล่าวแบบนั้นจริงๆ ครับ ต่อมาทีมงานเลยใส่บทบาร์เทนเดอร์ที่ชื่อไกนันลงไปในปีที่ 2 ของซีรี่ส์

อ้อ และเผ่าเอลออเรี่ยนนั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่แก่ช้าครับ อายุเฉลี่ยของเผ่านี้อยู่ที่ 500 – 700 ปี จึงเป็นคำอธิบายว่าทำไมไกนันและโซรันถึงไม่แก่ลงเลย ทั้งที่เวลาเหตุการณ์ระหว่างเอ็นเตอร์ไพรส์-บี และ ดี มันห่างกันตั้ง 78 ปี

จุดเด็ดอีกอย่างคือดนตรีครับ ไพเราะเสนาะหูเอามากๆ เป็นผลงานของ Dennis McCarthy คอมโพเซอร์ที่ประพันธ์เพลงในซีรี่ส์ชุด The Next Generation มาโดยตลอดก็มาทำในฉบับหนังนี้ด้วยครับ ซึ่งท่วงทำนองน่าประทับใจมาก ให้อารมณ์อาลัยสิ่งเก่าที่กำลังจะผ่านไป ตามด้วยอารมณ์สดชื่นที่เกิดยามได้เห็นอะไรใหม่ โดยเฉพาะเพลงใน End Credits ที่ทำนองมันช่าง… งดงามดีจัง

รายได้ของภาคนี้ก็จัดว่าน่าพอใจครับ ทำไป $75.6 ล้านในอเมริกา แม้รายได้นอกมะกันจะทำไปแค่ $42.5 ล้าน แต่รวมกันแล้วก็ถือว่ากำไรครับ เพราะหนังลงทุนไปราว $25 ล้านโดยประมาณ

1368260618

ความสนุกของภาคนี้ก็นับว่าไม่เลวครับ แต่ก็ยังดีได้อีกในหลายช่วง เพราะหนังก็ยังมีช่วงอืดช้าผสมอยู่บ้าง และการสรุปเรื่องตอนท้าย (คนที่ดูแล้วน่าจะรู้ครับว่าผมหมายถึงฉากสำคัญช่วงไหน) ก็ยังไม่ดันให้เกิดความประทับใจแบบเต็มที่สักเท่าไร ไม่เหมือนในภาคก่อนที่หนังปิดฉากการผจญภัยของลูกยานเอ็นเตอร์ไพรส์-เอ ได้อย่างอิ่มมากๆ แต่ภาคนี้แม้จะเป็นภาคทิ้งทวนของตัวละครสำคัญ แต่ก็ยังไม่อิ่ม ไม่ซึ้ง ไม่กินใจเท่าภาคก่อน

ผมถึงมักจะบอกครับ ว่าการผจญภัยในภาค 6 คือบทสรุปจริงๆ ของลูกยานเอ็นเตอร์ไพรส์-เอ ส่วนภาคนี้ก็ออกแนวภาคผนวกน่ะครับ ออกมาก็โอเคแต่ยังไม่กระแทกใจเต็มขั้น

ด้าน สาระประเด็นก็อาจจะยังไม่เยอะนัก จริงๆ หนังสามารถเล่นกับประเด็น “ความเป็นกัปตัน” ได้อีกครับ แต่ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยหนังก็มาพร้อมแนวคิดดีๆ เกี่ยวกับเรื่อง “เวลา

ในภาคนี้เราจะได้เห็นตัวร้ายอย่างโซรัน ที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากพันธนาการของเวลา เขาถึงกับบอกพิคาร์ดว่า “เวลาเปรียบเหมือนนักล่าร้ายกาจที่ไล่ล่าเรา คอยตะครุบเกาะกินเราให้ดับสิ้นไป” และ ” เวลา” นี่แหละครับที่เขามองว่ามันพรากลูกเมียไปจากเขา

แต่ในทางกลับกัน เมื่อเหตุทั้งหมดผ่านไป พิคาร์ดได้พูดกับไรเกอร์ว่า “มี คนเคยบอกผมว่าเวลาคือนักล่าที่คอยไล่ล่าเรา แต่ผมกลับมองว่าเวลาคือเพื่อนที่คอยเดินเคียงข้างกับเรา คอยตอกย้ำในแต่ละช่วงให้เราตระหนักว่ามันสำคัญ เพราะทุกช่วงเวลานั้นเมื่อมันผ่านไปแล้ว มันจะไม่กลับมาอีก

ผมชอบนะครับ เวลาคือเพื่อนที่เดินไปพร้อมเรา เราทำอะไรเวลาก็เดินไปๆ แม้เราไม่ทำอะไรเวลาก็ยังเดินติ๊กๆ ต่อไป

การ ที่เราไม่ทำอะไรแล้วเวลายังเดินนั้นไม่ได้แปลว่าเวลามันเดินหนีเราหรืออะไร นะครับ มันก็ยังเดินไปกับเรานั่นแหละ มันแค่ให้เกียรติเรา มันไม่ต้องการบงการอะไรเราเพราะมันคงเชื่อว่ามนุษย์คือเผ่าพันธุ์ที่มีความ คิด ช่างประดิษฐ์ และช่างลงมือ แต่ประเด็นคือใช่ว่ามนุษย์ทุกคนจะตระหนักถึง “เกียรติ” ที่เวลามอบให้กับเรานี้

เวลามันไม่บังคับอะไรเราครับ (ไม่นับที่ “มนุษย์” ใช้เวลามาบังคับมนุษย์ด้วยกันเองนะครับ) มันให้อิสระกับเรา มันให้เราเลือกเอง หน้าที่ของมันคือเดินไปข้างหน้าอย่างยุติธรรม เดินไปเท่าๆ กันพร้อมๆ กัน

เวลาจะเป็นเพื่อนหรือนักล่า ก็อยู่ที่ว่าเราจัดการกับ “เวลา” อย่างไร… ทำแบบไหนก็ได้แบบนั้นนั่นแหละครับ

Star Trek: Generations อาจไม่ใช่รอยต่อระหว่าง 2 รุ่นแห่งยานเอ็นเตอร์ไพรส์ที่เนียนที่สุด แต่สำหรับแฟน Trek แล้ว ความสุขมันอยู่กับเนื้อเรื่องแค่ส่วนเดียวครับ แต่อีกส่วนที่เป็นส่วนใหญ่มากๆ คือเราได้เห็นพวกเขา… ใช่ครับ พวกนักสำรวจอวกาศที่เราคุ้นเคยมาเจอกัน มาทำสิ่งเดิม มาทำสิ่งใหม่… มาทำให้เรารู้ว่าโลกแห่งจินตนาการที่ Gene Roddenberry สร้างไว้ ยังคงมีชีวิตอยู่

สองดาวครึ่งได้ครับStar22(7.5/10)