Action

Star Trek: First Contact (1996) เฟิสต์ คอนแทคท์ ผ่าสงครามยึดโลก

1368260972

2 เดือนหลัง Star Trek: Generations ออกฉายและทำเงินไปอย่างน่าพอใจ ทาง Paramount จึงมั่นใจครับว่าลูกยานเอ็นเตอร์ไพรส์ชุดใหม่แห่ง Star Trek: The Next Generation เป็นที่ต้อนรับของผู้ชมจอใหญ่อย่างแน่นอน และการทำภาคต่อก็เริ่มขึ้น โดยทีมเขียนบทคู่หูคู่เดิมจากภาคที่แล้ว (ซึ่งพวกเขาก็มีผลงานในชุด TNG หลายตอนด้วย) ได้แก่ Brannon Braga และ Ronald D. Moore

ในแว่บแรกที่พวกเขาได้ไฟเขียวในทำภาคต่อ ก็คิดตรงกันเลยครับว่าเนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ แต่จะต้องมีวายร้ายประจำตอนเป็น พวกบอร์ก (Borg) เผ่าพันธุ์ซอมบี้หุ่นยนต์ชีวภาพ ที่สามารถกลืนมนุษย์เข้าเป็นพวกมันได้ (เหมือนซอมบี้เลยครับ) และความร้ายกาจสุดๆ ของมันก็คือ มันสามารถปรับตัวได้ครับ ประมาณว่าหากคุณยิงลำแสงเฟเซอร์ใส่พวกมันรอบแรกๆ ก็จะยังฆ่าพวกมันได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่นานพวกบอร์กจะมีระบบประมวลผลส่วนกลางสามารถปรับตัวเอง ให้ทนทานต่ออาวุธชนิดนั้นได้ และเจ้าระบบที่ว่านี่จะส่งข้อมูลไปถึงบอร์กทุกตัวด้วย!

ความร้ายกาจ แบบนี้ทำให้เหล่า Trekker และ Trekkie พากันชื่นชอบครับ เพราะพวกบอร์กมันร้ายจริง เก่งจริง เป็นสุดยอดตัวอันตรายประจำซีรี่ส์ก็ว่าได้ และที่สำคัญคือในซีรี่ส์ตอน The Best of Both Worlds (เป็นซีรี่ส์ 2 ตอนแบบต่อกันข้ามปีครับ ตอนแรกคือ ตอนที่ 26 ของปี 3 และตอนจบคือตอนที่ 1 ของปี 4) ในตอนที่ว่านี้กัปตันพิคาร์ด (Patrick Stewart) กับลูกยานต้องเผชิญพวกบอร์ก และในการต่อสู้ครั้งนั้นกัปตันพิคาร์ดก็พลาดท่าโดนพวกบอร์กจับไปกลืนให้กลาย เป็นพวกมัน กว่าลูกยานจะช่วยกลับมาได้และรักษาให้กลายเป็นคนเหมือนเดิมเนี่ยก็เหนื่อย กันถ้วนหน้าครับ

ด้วยเหตุนี้บอร์กจึงอยู่ในความทรงจำของแฟนๆ และแน่นอนว่าเป็นฝันร้ายที่ไม่เคยจางหายของพิคาร์ดด้วย

จากนั้น Rick Berman ผู้อำนวยการสร้างซีรี่ส์และหนังชุดนี้ก็อยากให้พล็อตมีเรื่องการย้อนเวลาใส่เข้าไป Braga และ Moore เลยจับไอเดียมาเจอกันครับ ผูกเรื่องให้ลูกยานเอ็นเตอร์ไพรส์ย้อนเวลาไปยังยุคเรเนอซองส์ (Renaissance) ครับ เนื่องจากพวกบอร์กมันย้อนเวลาไปหมายจะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์โลก ซึึ่งในยุคนั้นประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่ามีบางที่ในยุโรปเกิดการระบาดของ เชื้ออหิวาต์ ทีมงานก็หมายจะแทรกเรื่องของพวกบอร์กลงไปในช่วงที่ว่า กล่าวคือบทหนังจะเล่าว่าพวกบอร์กนี่แหละคือเชื้ออหิวาต์ที่ประวัติศาสตร์ บันทึกไว้

ในบทอันนี้เหล่าลูกยานก็ต้องสู้กับพวกบอร์กโดยใช้ทั้งปืน เฟเซอร์และดาบในการสู้กับพวกมันครับ และเราจะได้เห็นเดต้าทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของเลโอนาร์โด ดา วินชี จิตรกรเอกชื่อก้องโลกด้วย

1368295044

แต่ไปๆ มาๆ Moore ก็รู้สึกว่าบทอันนี้มันดูตลกเกินไป และไม่สมกับการเป็นหนังใหญ่ของ Star Trek เลย (ถ้าเป็นตอนทีวีก็ว่าไปอย่าง) แล้วพอ Patrick Stewart รู้เข้าก็ออกตัวเลยครับว่าไม่เห็นด้วย เพราะเขาไม่อยากต้องสวมชุดรัดๆ แสดงหนังอีก (เมื่อก่อน Stewart เล่นละครแนว Shakespeare บ่อยครับ ต้องสวมชุดรัดๆ ย้อนยุคๆ บ่อยมาก จนระยะหลังเริ่มเข็ดและปฏิเสธบททำนองนี้เรื่อยมา)

จากนั้น Braga ก็ได้ไอเดียครับ ว่าถ้าไหนๆ จะย้อนเวลา ทำไมไม่ย้อนไปในช่วงที่ Star Trek ถือกำเนิดเลยล่ะ?

การถือกำเนิดของ Star Trek หรือการเดินทางท่องไปตามดวงดาวนั้นเริ่มในศตวรรษที่ 21 ครับ หลังจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 จนทำให้ประชากรตายไปกว่า 600 ล้านคน ตอนนั้นโลกก็กันดาร เหลือคนเพียงหยิบมือดำรงชีวิตตามที่ต่างๆ และคนส่วนใหญ่ก็รู้สึกไร้ความหวัง ไร้เป้าหมายในการดำเนินชีวิต

แต่ ในช่วงเวลานั้นก็มีชายชื่อเซแฟรม คอชแรนทำดัดแปลงจรวดนิวเคลียร์ให้กลายเป็นยานเพื่อออกไปนอกโลกด้วยความเร็ว เหนือแสง (วอร์ป) ซึ่งพอดีว่าตอนนี้ได้มีมนุษย์ต่างดาวกลุ่มหนึ่งจับสัญญาณการวอร์ปครั้งนั้่น ได้ พวกเขาจึงเดินทางมายังโลกเพื่อตามหาว่าใครคือมนุษย์ผู้สามารถคิดค้นระบบ วอร์ปได้สำเร็จ และนั่นก็คือการติดต่อครั้งแรกระหว่างมนุษย์โลกและมนุษย์ต่างดาว (อันนำมาสู่ชื่อตอนว่า First Contact) และเหตุการณ์ครั้งนั้นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้การเดินทางระหว่างดวงดาวของชาว โลกเริ่มต้น และยังก่อให้เกิดพลังแห่งความสามัคคีของชาวโลกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของโลกแห่งความเท่าเทียม โลกแห่งการแบ่งปัน โลกที่ไม่ใช้เงินทอง แบบที่ Gene Roddenbery ได้จินตนาการไว้ (ดังนั้นเขาจึงมักจะต่อต้านเสมอหากใครเขียนบทให้โลกใน Star Trek คนมีเห็นแก่ตัว มีคนวางแผนร้าย แบบที่เขาต่อต้านบทของ Star Trek ภาค 6 น่ะครับ)

อันที่จริงตัวละครเซแฟรมนี้เคยปรากฏตัวครั้งหนึ่งตั้งแต่ Star Trek ฉบับซีรี่ส์ดั้งเดิมแล้วครับ (ปี 1967) ปรากฏตัวในปีที่ 2 ตอนที่ 9 ชื่อตอนว่า Metamorphosis โดยคนรับบทเซแฟรมก็คือ Glenn Corbett ซึ่ง Braga และ Moore ก็นำเค้าโครงประวัติของเซแฟรมมาขยายบอกเล่าต่อในภาคนี้ และคนที่มารับบทก็คือ James Cromwell ชายชราใจดีแห่ง Babe นั่นเองครับ (ว่ากันว่าตอนแรกมีการทาบทามให้ Tom Hanks มาเล่น แต่พอดีว่าเขาติดคิวทำหนังเรื่อง That Thing You Do! จึงไม่สามารถมาแสดงได้ครับ)

สำหรับตอน Metamorphosis นั้นบอกเล่าถึงเซแฟรมที่ยังมีชีวิตอยู่ (แต่คนมากมายคิดว่าเขาตายไปแล้ว เพราะถ้าวัดตามอายุบนโลก ตอนนั้นเขาจะอายุ 200 กว่าปี) เขาเพียงหายตัวไปแถบอัลฟ่า แซนทอรี่ แล้วก็เลือกจะอาศัยอยู่บนดาวน้อยๆ ดวงหนึ่งกับคนที่รัก ซึ่งกัปตันเคิร์กและสป็อกได้พบกับเขาครับ แต่พวกเขาก็เลือกที่จะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ เพื่อรักษาชีวิตหลังเกษียณอันเป็นส่วนตัวของเซแฟรมไว้ หลังจากเขาต้องเหนื่อยหนักมาทั้งชีวิต

แล้วบทก็เป็นรูปเป็นร่างครับ ว่าด้วยการที่พวกบอร์กเจาะเวลาย้อนไปยังโลก ในปี 2063 เพื่อสังหารเซแฟรม โคชแรน (Cromwell) โลกมนุษย์จะได้ไม่มีทางติดต่อกับต่างดาวได้ และพวกบอร์กก็จะสามารถยึดครองโลกทั้งใบได้โดยง่าย

แต่ยังดีครับที่กัปตันพิคาร์ด (Stewart) และลูกยานเอ็นเตอร์ไพรส์-อี ได้เดินทางย้อนเวลาตามไปเพื่อยับยั้ง อันนำมาสู่การปะทะกันระหว่างลูกยานเอ็นเตอร์ไพรส์ที่นำโดยพิคาร์ด, เดต้า (Brent Spiner), ผู้พันวอร์ฟ (Michael Dorn) และคุณหมอเบฟเวอร์ลี่ ครัชเชอร์ (Gates McFadden) กับกองทัพบอร์กที่ร้ายกาจที่นำโดยราชินีบอร์ก (Alice Krige) มันสมองของเผ่าพันธุ์ที่เจ้าเล่ห์ ชาญฉลาด และร้ายกาจยิ่ง

ในขณะที่อีกด้านหนึ่งบนพื้นโลก ผู้การไรเกอร์ (Jonathan Frakes), จอร์ดี้ ลาฟอจ (LeVar Burton) และเดียนน่า ทรอย (Marina Sirtis) ก็ต้องคอยช่วยเซแฟรมในการซ่อมแซมยานให้สามารถขึ้นบินได้ทันตามกำหนด ไม่เช่นนั้นการติดต่อครั้งแรกก็จะไม่เกิดขึ้น แล้วประวัติศาสตร์โลกก็จะต้องเปลี่ยนไปทันที

MSDSTTR EC019

ความสนุกของภาคนี้ก็คือเหตุการณ์ทั้ง 2 อย่างที่ดำเนินไปพร้อมกันครับ บนยานก็เต็มไปด้วยฉากแอ็กชัน ความระทึกขวัญ (จากพฤติการณ์โหดของพวกบอร์ก) และความตื่นเต้นว่าพวกพิคาร์ดจะแก้เกมยึดยานคืนจากพวกบอร์กได้หรือไม่ ส่วนเรื่องบนพื้นโลกก็จะออกแนวขำครับ ตลกคลายอารมณ์ ผสมดราม่านิดๆ เรียกว่าเป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากๆ เพราะหนังเรื่องเดียวแต่ได้รสชาติครบหมด จะสนุกแอ็กชันผสมตื่นเต้นก็มี หรือจะเอาตลกเฮฮาแบบเบาๆ ก็มีเช่นกัน ที่สำคัญคือมีในระดับพอดีพอเหมาะด้วย

อันนี้ต้องขอชมทีมเขียนบทอย่าง Braga และ Moore ครับที่สามารถผูกเรื่องได้อย่างน่าติดตาม ดูแล้วสนุกมากๆ เรียกว่าเหนือชั้นกว่าภาค Generations มากเลยครับ ตัวละครแต่ละตัวก็ได้รับการแบ่งบทอย่างพอเหมาะ ทุกตัวมีช่วงเวลาเด่นของตัวเอง ทั้งเด่นในเรื่องขำและเด่นในเรื่องการพูดประโยคเปี่ยมสาระ

อีกคนที่ไม่ชมไม่ได้ก็คือ Frakes ครับ เพราะเขากำกับหนังเรื่องนี้เอง ใช่ครับ ผู้การไรเกอร์ของเรานี่แหละลงมือกำกับหนังภาคนี้ ซึ่งเขาก็ไม่ใช่มือใหม่หรอกครับ เขามีโอกาสได้กำกับ Star Trek ฉบับซีรี่ส์มาแล้วหลายตอนจนมีประสบการณ์ และผลที่ได้ในเรื่องนี้คือสนุกครบเครื่อง และเขาก็จับจังหวะการนำเสนอได้ดีมากครับ มันออกมาพอดี ลงตัว ตอนขำก็ขำจริง ตอนน่ากลัวก็ทำได้ถึง (เพราะบอร์กก็เหมือนซอมบี้น่ะครับ โผล่มาทีมันสร้างความสยองได้ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว) ตอนลุ้นก็ดูแล้วลุ้นระทึกตาม เรียกว่าเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับหน้าที่กำกับ

กล่าวกันว่าจริงๆ แล้วตอนแรกทีมงานได้ไปเชิญผู้กำกับมีชื่ออย่าง Ridley Scott (Alien) และ John McTiernan (Die Hard) แต่ทุกคนก็บอกปฏิเสธครับ ซึ่งทีมงานก็ไม่แปลกเพราะ Star Trek มันก็อาจยังไม่เป็นที่รู้จักแบบเต็มที่ในตลาดโลก ทำให้ไม่ได้รับความสนใจ ทีมงานเลยตัดสินใจเข็น Frakes ขึ้นจอและขึ้นแท่นกำกับไปในคราวเดียวเลย และนั่นก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกมากๆ ครับเพราะพวกเขาทำงานกันได้ดีมาแต่ไหนแต่ไร ทำให้การถ่ายทำค่อนข้างไร้อุปสรรค มีแต่ถ้อยทีถ้อยอาศัยช่วยเหลือกัน

จุด ที่เด่นประการต่อมาคือเทคนิคพิเศษครับที่ทีมงานใส่ใจกันมากๆ ภาพออกมาสวยจริงๆ โดยเฉพาะภาพในอวกาศตอนยานเอ็นเตอร์ไพรส์-อีบินน่ะครับ สวยจริงๆ รายละเอียดเยอะกว่ายานรุ่นก่อนๆ มาก และมีการคิดก่อน เช่นยานเอ็นเตอร์ไพรส์-อีจะดูปราดเปรียวกว่าเอ็นเตอร์ไพรส์รุ่นก่อนๆ เพราะยานรุ่นใหม่นี้เป็นยานรบด้วย เนื่องจากสภาพการณ์ในตอนนั้นสหพันธ์กำลังต้องรับศึกหนักจากเผ่านพันธุ์ต่าง ดาวที่เริ่มบุกโลกมากขึ้น จึงต้องออกแบบให้คล่องตัวและมีจุดอ่อนน้อยที่สุด

ซึ่งคนออกแบบยานถึงกับนั่งไล่ดู Star Trek ภาคเก่าๆ มาเปรียบเพื่อหาจุดอ่อนของยานแต่ละตอน และเอาจุดอ่อนนั้นมาปรับลด เช่นส่วนคอของยานที่หากเป็นรุ่นเก่ามันจะดูบางๆ เล็กๆ จนถ้าหากมีใครไปโจมตีตรงนั้นมากๆ เข้า ส่วนเหนือและใต้คอก็แตกเป็นสองส่วนในบัดดล

อีกทั้งศัตรูใน Star Trek ชุดใหม่ก็มีพลานุภาพในการทำลายมากกว่าสมัยเก่า ทำให้การปรับปรุงยานเพื่อรับมือข้าศึกเป็นเรื่องที่สมเหตุผล เรียกว่าแม้จะเป็นทีมงานออกแบบสำหรับภาพยนตร์ แต่มีการคิดและจินตนาการเหมือนฝ่ายวิศวกรรมแห่งโลกอนาคตจริงๆ

1368295131

การต่อสู้ระหว่างพิคาร์ดกับบอร์กก็เป็นอีกจุดที่น่าสนใจครับ เพราะนอกจากจะต้องชิงไหวชิงพริบปะทะกันด้วยกำลังแล้ว การใช้ปัญญาก็สำคัญไม่แพ้กัน แต่ขณะเดียวกันการต่อสู้ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่พิคาร์ดเอาอารมณ์มา เกี่ยวข้อง เพราะถ้าว่าตามจริงเขาแค้นพวกบอร์กมากครับ มันเคยชนะเขา มันเคยเปลี่ยนเขา จนทำให้การเจอกับบอร์กครั้งนี้ถือเป็นการเอาคืนของพิคาร์ดด้วย และหลายครั้งที่เขาปล่อยให้อารมณ์ครอบงำจนมีปัญหากับลูกยานคนอื่นๆ

แล้วในเรื่องนี้ก็มีการใส่ตัวละครที่ชื่อ ลิลี่ (Alfre Woodard) สาวชาวโลกผู้ช่วยของเซแฟรม ลงมาอย่างน่าสนใจครับ ตอนแรกเธอก็เป็นชาวโลกยุค 2063 ธรรมดาที่ตื่นเต้นตอนได้ขึ้นมาบนยานเอ็นเตอร์ไพรส์ แต่ยังดีที่เธอมีพิคาร์ดคอยแนะนำอยู่เป็นระยะ แล้วในเวลาต่อมาพอพิคาร์ดเริ่มใช้อารมณ์ ลิลี่เองก็กลายเป็นฝ่ายคอยเตือนสติพิคาร์ดแทน

ยอมรับว่าในเรื่องนี้ Stewart และ Woodard แสดงกันได้ดีครับโดยเฉพาะในซีนอารมณ์ที่ต้องระเบิดใส่กัน เป็นอีกฉากที่พิคาร์ดซึ่งเป็นกัปตันผู้เปี่ยมสติมานาน ก็ได้แสดงความเป็นคนธรรมดาออกมา ในขณะที่ลิลี่ที่เป็นชาวบ้านธรรมดาหลังยุคสงครามโลกที่มักจะใช้อารมณ์ มากกว่า ก็มีมุมแห่งสติ มุมแห่งการใช้ความใจเย็นเข้าช่วยเหมือนกัน

คนเราก็มีทั้งสองแบบในตัวน่ะครับ ทั้งตัวใจเย็นและใจร้อน มันอยู่ที่ว่าเราจะรู้ตัวไหม เราจะปล่อยให้ตัวไหนมาครอบงำ

ใน ขณะที่เผ่าพันธุ์บอกเองจริงๆ ก็เก่งนะครับ ร้ายกาจจนเกือบไร้ที่ติ แต่ความพ่ายแพ้ในท้ายสุดก็มาถึงเพราะความมั่นใจที่มากเกิน เพราะความคิดว่าตน “ไร้ที่ติ” ทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นได้ง่ายๆ

ผมว่า Star Trek ภาคนี้สนุก ครบรส เรียกว่ายอดเยี่ยมน้องๆ ภาค The Wrath of Khan ทีเดียว

ดูเลยครับ สนุกและมันส์ จัดเป็นตอนที่สนุกที่สุดของ Star Trek ชุด The Next Generation นี้เลยครับ

สองดาวสามส่วนสี่ดวงครับStar31(8/10)