รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Ed Wood (1994) เอ๊ด วู้ด

johnny-depp-ed-wood-tim-burton-poster-1994

จู่ๆ วันนี้ผมก็ถามตัวเองว่า ถ้าคนกำกับ Ed Wood ไม่ใช่ Tim Burton แล้วล่ะก็ ตัวผมเมื่อ 20 ปีก่อนยังจะดูหนังเรื่องนี้ไหม

… ย้อนมองตัวเองไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ผมเป็นเด็กที่ชอบดูหนัง แต่ก็ไม่ได้ดูทุกแนว ผมชอบหนังแอ็กชัน ผจญภัย แฟนตาซี ส่วนหนังสยองตอนนั้นผมยังไม่ค่อยกล้าเท่าไร (กลัวน่ะครับ ว่าง่าย) และหนังดราม่าก็เป็นอะไรที่ไม่แนวสำหรับผมเลย (คงเพราะมันไมเร้าใจ ไม่ตื่นเต้น ไม่ฉูดฉาดบาดอารมณ์น่ะครับ)

Ed Wood ถือเป็นหนังชีวิตเรื่องแรกๆ ที่ผมดู (ร่วมรุ่นกับ Forrest Gump ซึ่งเหตุที่ผมดูก็คล้ายกันครับ เพราะมันกำกับโดย Robert Zemeckis แห่ง Back to the Future) และถือเป็นหนังขาวดำเรื่องแรกของผมด้วย

เอ็ดเวิร์ด ดี วู้ด จูเนียร์ คือผู้กำกับหนังยุค 60 ที่ได้รับการโหวตว่าเป็นคนที่ทำหนังได้แย่ที่สุดในโลก และหนังก็เล่าชีวิตของเขาตั้งแต่ตอนเริ่มทำละครเวที ตามด้วยทำหนังอย่าง Glen or Glenda (หนังว่าด้วยผู้ชายที่ชอบแต่งเป็นผู้หญิง ซึ่งเขาเขียนบทจากเรื่องของเขาเอง) ตามด้วย Bride of the Monster (นักวิทยาศาสตร์เพาะพันธุ์มนุษย์ปรมาณูเพื่อหมายครองโลก) และจบด้วย Plan 9 From Outer Space (มนุษย์ต่างดาวบุกโลกด้วยการปลุกศพคนตายขึ้นมาเป็นเครื่องมือ)

ระหว่างทำหนังแต่ละเรื่องเอ็ด (Johnny Depp) ก็ต้องเจอกับเรื่องสารพัดครับ ทั้งอุปสรรคและความล้มเหลว แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ ยังสู้ทำหนังในแบบที่ตัวเองเชื่อเสมอมา จนในที่สุดเขาก็มีหนังที่ถ่ายทำสำเร็จเสร็จออกมาหลายเรื่อง (แม้หนังเหล่านั้นจะไม่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์ก็ตาม)

นอกจากนี้เขายังได้เป็นเพื่อนกับเบล่า ลูโกซี่ (Martin Landau) ดาราดังผู้รับบทแดร็กคูล่าฉบับดั้งเดิมที่ตอนนั้นกำลังอยู่ในช่วงตกอับด้วย ซึ่งมิตรภาพระหว่างเอ็ดกับเบล่าก็เป็นอีกหนึ่งพล็อตที่ประทับใจไม่ใช่น้อย

เป็นหนังดราม่าที่ “แนว” ตามแบบ Tim Burton ล่ะครับ แม้ลีลาการเล่าจะดูเรื่อยๆ แต่มีอารมณ์ขันแสบๆ และตัวละครที่มีคาแรคเตอร์แปลกๆ เพี้ยนๆ ปรากฏอยู่ตลอด แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นมีจะมีกลิ่นเพี้ยนแค่ไหน หนังก็ไม่หลุดจากอารมณ์ดราม่า เรียกว่า Burton เอาอยู่ครับ แม้จะทำหนังออกมาเป็นตัวเขาขนาดไหน แต่เขาก็รู้ว่าตัวเองกำลังทำหนังดราม่าย้อนยุคอยู่ และเขาก็ทำมันได้ดีซะด้วย

Depp เหมาะกับบทนี้ดีครับ ดูลอยๆ ชอบเหม่อแต่ไม่ได้เหม่อแบบไร้สติ เขาเพียงเหม่อเพราะกำลังฟังสิ่งที่หัวของเขากำลังคิดอยู่ แล้วเขาก็เดินตามความเชื่อและความคิดนั้น ซึ่งผมว่าเอ็ดเป็นคนที่มีไอเดียดีและมีความพยายามสูงมากครับ เพียงแต่การจัดเรียงความคิดหรือการถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานอาจจะยังไม่เข้าเป้า ไอเดียดีๆ เลยกลายเป็นไอเดียแปลกๆ และพล็อตที่น่าสนใจก็กลายเป็นอะไรที่ดูเชย จนคนดูส่วนใหญ่พากันเมิน

อย่างพล็อตของ Plan 9 From Outer Space จริงๆ มันก็คล้ายกับ Night of the Living Dead อยู่นะครับ ว่าด้วยศพลุกขึ้นมาก่อความสยอง เพียงแต่ทิศทางการนำเสนอมันให้ผลลัพธ์ความสนุกที่ต่างกัน ทว่าไอเดียตั้งต้นน่ะคล้ายกัน คือปลุกศพขึ้นมาสร้างหายนะให้กับโลก และว่าตามจริง Plan 9 มาก่อน Night ตั้งเกือบ 10 ปีแน่ะ

ดังนั้นจะว่าไปแล้ว เอ็ดก็มีไอเดียที่เข้าท่าครับ แต่น่าเสียดายที่การจับเอาไอเดียมาปั้นต่อเป็นหนังมันโฟกัสผิดจุดไปหน่อย หนังเลยดูผิดทิศผิดทางไป

EdWood1001

ดาราในเรื่องถือว่าเหมาะกับบทมากๆ โดยเฉพาะ Landau ที่สวมวิญญาณ Lugosi ได้เหมือนมากๆ จนได้รางวัลออสการ์จากบทนี้ไปเลย ท่าทางเขาดูโทรม ดูยึดติดกับความสำเร็จในอดีต แต่อีกใจหนึ่งก็รู้ว่าชีวิตตน ณ ปัจจุบันน่ะมันถึงทางตันแล้ว เลยทำให้ตัวละครนี้ดูน่าสงสารและน่าเห็นใจสุดๆ

ฉากที่เขาโดนมัดกับเตียง ขณะอยู่ในสถานบำบัดอาการติดยานั้น อารมณ์ของฉากรวมถึงดนตรีมันเป็นโทนสยองขวัญแบบชัดเจนครับ จนรู้สึกได้เลยว่า Burton เจตนาสร้างฉากนี้ออกมาแบบให้อารมณ์ “สยอง” เพื่อเคารพดาราสยองขวัญรุ่นเก่าผู้นี้

ดนตรีประกอบของหนังเรื่องนี้ทำ โดย Howard Shore ครับ พอดีตอนนั้น Danny Elfman คอมโพเซอร์คู่บุญของป๋า Tim แกไม่ว่างจริงๆ เลยต้องหันไปหา Shore แทน ซึ่ง Shore ก็สร้างสรรค์งานดนตรีออกมาได้ดีครับ เหมาะกับอารมณ์หนังขาวดำเก่าๆ แบบนี้ เพียงแต่อารมณ์หลอน (แบบ Tim Tim) อาจไม่มากเท่า Elfman เท่านั้นเอง แต่ก็ไม่เป็นปัญหาครับ

เมื่อย้อนไปที่คำถามตั้งต้น “ตอนนั้นเมื่อ 20 ปีก่อน ผมจะดูเรื่องนี้ไหม ถ้าไม่ใช่ Tim Burton กำกับ?”

ผมเดาว่าตัวเองอาจไม่ดูครับ แต่อาจจะดูหลายปีหลังจากนั้น แล้วก็คงจะเสียดายที่ไม่ดูหนังดีๆ แบบนี้ให้เร็วกว่านี้

Ed Wood อาจไม่ใช่หนังชีวิตที่อุดมไปด้วยสาระเข้มข้น แต่หนังก็เล่าให้เราเห็นอีกมุมของโลกครับ เราอาจดูหนังว่าด้วยที่คนประสบความสำเร็จมาเยอะ แต่มีไม่กี่เรื่องหรอกครับที่จะหยิบเอาชีวิตของบุคคลที่จัดว่า “ไม่ประสบความสำเร็จ” มาบอกเล่าแบบนี้

Edward D. Wood, Jr. และ Bela Lugosi อาจไม่ใช่บุคคลที่ประสบความสำเร็จตามแบบฉบับที่เราชอบนิยาม แต่พวกเขาก็ถือเป็นบุคคลที่มีความพยายามสูงครับ แม้จะมีท้อบ้างแต่ก็ไม่ยอมแพ้ เพียงแต่อาจโฟกัสทิศทางในการเดินยังไม่ตรงเป้านัก

และอีกบทเรียนที่น่าสนใจคือ ทั้ง Ed และ Bela มีความเหมือนกันอย่างหนึ่ง คือ เชื่อในตนเองมากจนอาจจะมากเกินไป และไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาตนเองไปตามวิถีของโลก ซึ่งหากเรามองในแง่ของความเป็นปัจเจกแล้ว พวกเขาไม่ได้ทำอะไรผิดครับ พวกเขาแค่เป็นตัวเอง ซึ่งเราทุกคนมีสิทธิ์เป็นได้อยู่แล้ว

เพียงแต่หากต้องการความสำเร็จในแบบที่สังคมส่วนใหญ่เป็น เราก็อาจต้องปรับ ต้องเปลี่ยน และต้องพัฒนาในบางส่วน เพื่อให้เส้นทางที่เราเดิน บรรจบกับเส้นทางแห่งความสำเร็จนั้น

จริงครับที่ทุกวันนี้เส้นทางแห่งความสำเร็จเริ่มเปิดให้กับ “คนที่มีความเป็นปัจเจก” มากขึ้นกว่าสมัยก่อน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกันว่าเส้นทางมันก็ไม่ได้กว้างขนาดนั้น ยังไงก็ยังมีความสำเร็จบางประเภทที่หากเดินไปเส้นทางสายหลักแล้วจะไปถึงได้ง่ายกว่า

ไหนๆ จะพยายามทำอะไรแบบเต็มที่แล้ว ก็ลองทำให้มันเกิดผลลงเอยที่ดีที่สุดครับ

+ ลองคิดในอีกแง่หนึ่ง การที่ป๋า Tim นำเสนอหนังเรื่องนี้ (ณ ตอนนี้ เมื่อ 20 ปีก่อน) มันก็เป็นการกระทุ้ง “โลกแห่งกระแส” อยู่ในที ประมาณว่าทั้งเอ็ดและเบล่า คือตัวอย่างของบุคคล 2 คนที่ถูกกระแสตัดสินว่า “ล้มเหลว” และถูกกำหนดให้ได้รับความ “ล้มเหลว” จากสังคม ณ ตอนนั้น

หาก Birdman เป็นหนังว่าด้วยคนที่เคยอยู่ในกระแส จากนั้นก็พยายามออกนอกกระแสเพื่อสร้างความหมายอะไรสักอย่างให้ตนเอง แต่สุดท้ายก็ต้องหาทางกลับไปอยู่ในกระแสเพื่อความสำเร็จแล้วล่ะก็ หนังอย่าง Ed Wood ก็อาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องของคนนอกกระแส (คิดไม่เหมือนคนอื่น) ที่พยายามจะว่ายเข้าสู่กระแส แต่สุดท้ายก็ต้านแรงลมแรงคลื่นไม่ไหว จนตัวเองกลายเป็นคนครึ่งๆ ค่อนๆ จะว่าตามกระแสก็ไม่ใช่ จะตามใจตัวเองก็ไม่เชิง

ครั้นพอพยายามเป็นตัวเองจริงๆ ขึ้นมา กระแสก็ไม่พร้อมจะต้อนรับอยู่ดี

เรามักพูดว่าโลกนี้เต็มไปด้วยโอกาส แต่ก็ต้องยอมรับครับว่า ณ บางขณะ ณ บางจังหวะ ณ บางสถานที่ คำว่า “โอกาส” ก็ไม่ได้ “เปิดกว้าง” หรือ “ใจกว้าง” เสมอไป

+ สรุปตรงนี้อีกทีว่า หนังเรื่องนี้มีดีน่าดู และไม่เก่าไปตามกาลเวลาครับ (อาจเพราะมันดูเก่าตั้งแต่ต้นแล้วก็ได้ 5555)

ปล. รอบนี้ตอนวู้ดนั่งดูฟิล์มชุดสุดท้ายที่เขาถ่ายเบล่าตรงหน้าบ้าน ผมน้ำตาไหลแบบกลั้นไม่อยู่เลยครับ สวนหนึ่งคงเพราะหลังจากรู้จัก Bela Lugosi จากหนังเรื่องนี้แล้วผมก็ตามหาดูหนังของเขาทุกเรื่อง แล้วก็อ่านเรื่องของเขามาพอสมควร เลยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเห็นใจดาราอาวุโสผู้น่าสงสารคนนี้

+++ เกร็ดน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ +++

+ ทุนสร้างหนังเรื่องนี้ มากกว่าทุนที่เอ็ด วู้ดตัวจริงใช้ทำหนังทุกเรื่องรวมกันเสียอีก

+ Tim Burton เล่าว่าเขารู้สึกผูกพันกับเรื่องราวในหนัง เพราะมิตรภาพระหว่าง Wood และ Bela Lugosi นั้นทำให้เขานึกถึงมิตรภาพระหว่าง เขากับ Vincent Price ดาราสยองที่เขาเคารพ ซึ่ง Burton ก็ได้รู้จักกับ Price ในช่วงท้ายของชีวิตเช่นกัน และ Price ก็จากโลกนี้ไป ในขณะที่ Burton ยังทำสารคดี Conversations With Vincent ไม่เสร็จเช่นกัน

+ มีอยู่วันหนึ่ง Kathy Wood ภรรยาของเอ็ดเดินทางมาที่กองถ่ายเพื่อพบ Depp หลังจากทราบว่าเขากำลังรับบทสามีผู้ล่วงลับของเธอ วันนั้น Burton ตื่นเต้นมากๆ และกังวลสุดๆ ว่า Kathy จะรู้สึกอย่างไรกับการถ่ายทำและจะรู้สึกอย่างไรกับการแสดงของ Depp

แต่ในที่สุดเมื่อ Wood ได้พบ Depp เธอเอ่ยขึ้นว่า “นี่แหละค่ะ เอ็ดดี้ของฉัน”

+ ว่ากันว่า Bela Lugosi Jr. ลูกชายของ Lugosi ไม่อยากดูหนังเรื่องนี้ เพราะกลัวว่าหนังจะเล่าเรื่องพ่อของเขาอย่างผิดๆ แต่เมื่อเขาได้เห็นการแสดงของ Landau ซึ่งให้เกียรติพ่อเขาอย่างยิ่ง เขาจึงเปลี่ยนความรู้สึกไป และเขากับ Landau ก็กลายเป็นเพื่อนกัน

+ Dolores Fuller ออกมาเปิดเผยในภายหลังว่าการที่เธอแยกทางกับเอ็ด วู้ด ไม่ใช่เพราะทนพฤติกรรมแปลกๆ ไม่ไหว แต่เพราะเขาติดเหล้าอย่างหนักต่างหาก

+ ว่ากันว่าเหตุผลที่ Burton ทำหนังออกมาเป็นขาวดำ ก็เพราะเขาคิดว่า Bela Lugosi ควรจะอยู่ในหนังขาวดำ ไม่ใช่หนังสี

สามดาวครับ
Star31
(8/10)