รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Stand by Me (1986) แสตนด์บายมี แด่…เราและเพื่อน

B00003CXIP.01.LZZZZZZZ

ผมรีวิวหนังเรื่องนี้ไว้ 2 รอบครับ ซึ่งผมก็ได้นำรีวิวทั้ง 2 ครั้งนี้มารวมกันไว้ ณ ตรงนี้นะครับ สามารถอ่านได้ตามสบายครับผม ^_^

รีวิวรอบที่ 1
เขียนไว้เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2548

อีกหนึ่งภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง The Body ของ Stephen King กำกับโดย Rob Reiner เรื่องเกี่ยวกับมิตรภาพของเด็กหนุ่ม 4 คน อันประกอบไปด้วย กอร์ดี้ ลาแชนซ์ (Wil Wheaton), คริส แชมเบอร์ส (River Phoenix), เท็ดดี้ (Corey Feldman) และ เวิร์น เทสสิโอ้ (Jerry O’Connell) พวกเขาได้ไปรู้มาว่า มีศพเด็กคนนึงนอนตายอยู่ในป่าแถวบ้านของพวกเขา ก็ด้วยความอยากรู้อยากเห็น อยากผจญภัยแบบเด็กๆ นั่นแหละครับ พวกเขาเลยเดินป่าไปดูศพ แล้วระหว่างทางพวกเขาก็ได้เรียนรู้กันและกัน ทั้งในเรื่องของพวกเขาเอง และ บทเรียนของชีวิต

เป็นอีกหนังที่ทำได้ ดีครับ นักแสดงดีและบทที่น่าสนใจ ก็ไม่น่าเชื่อนะครับ เรื่องเด็กๆ 4 คน เดินป่าไปดูศพ ซึ่งก็ไม่น่าจะมีอะไรมาก แต่ดันน่าสนใจขึ้นมาได้เนี่ย นอกจากน่าติดตามแล้ว หนังยังประทับใจด้วย คนอื่นไม่รู้จะเป็นเหมือนผมมั้ยนะฮะ แต่ผมดูแล้วก็นึกถึงสมัยเด็กๆ นึกถึงตอนที่ไปผจญภัยอะไรแบบเนี้ยกับเพื่อนๆ เช่น ไปดูบ้านที่เขาลือว่าผีดุ อะไรเงี้ย แม้มันเป็นแค่การเดินทางสั้นๆ แต่มันก็ทำให้เราได้รู้จักเพื่อนเราได้มากขึ้นอีกระดับหนึ่ง และ เหนืออื่นใด มันได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำอันมีค่าของเราครับ

ตัว หนังถือว่าดัดแปลงจากนิยายมาได้อย่างดีเลยครับ ผมก็เคยอ่านนฮะ ซึ่งบรรยากาศมันใช่เลยแหละ มันต้องแบบนี้เลย พวกป่า พวกตัวละครและสถานการณ์ต่างๆ และที่ยังคงความรู้สึกแบบตอนอ่านนิยายได้เลยก้คือ ตอนจบครับ ที่ทั้งตอนอ่านหนังสือจบและตอนดูหนังจบก็ให้ความรู้สึกตรงกัน นั่นคือ รู้สึกว่ามันเป็นความทรงจำของใครบางคนที่เราเพิ่งไปมีส่วนร่วมมาหมาดๆ

นอก จากเด็กๆ ทั้ง 4 จะแสดงได้ดีแล้ว ยังมี Kiefer Sutherland มาร่วมแสดงในบท เอซ เมอริล วายร้ายของเรื่อง ซึ่งพี่แกก็กวนตีนได้ที่ดีมากๆ ครับ, John Cusack ก็เล่นบทเล็กๆ เป็นพี่ชายของกอร์ดี้ ซึ่งแม้จะโผล่มานิดเดียวแต่ก็ให้อารมณ์อบอุ่นไม่เลว และสุดท้ายคือบทรับเชิญโดย Richard Dreyfuss ที่าปรากตัวในตอนจบของเรื่อง ซึ่งเขามาทำไมนั้น ต้องลองไปดูเองครับ

เป็น อีกหนึ่งหนังที่น่าดูครับ นอกจากหนังดี ก็ยังมีเพลงที่คลาสสิคอย่าง Stand By Me ลงมาใช้ในตอน End Credits ด้วย ก็มารองรับอารมณ์ประทับใจได้อย่างเต็มๆ เลยล่ะครับ

ทำหนังให้ดีนั้น ไม่ง่ายครับ ยิ่งทำหนังชีวิตให้ดีนี่ยิ่งเป็นของหินเลยล่ะ แล้วยิ่งจะมาทำให้หนังชีวิตทั้งดีทั้งประทับใจนี่ยิ่งลำบากมากขึ้นหลายเท่า นัก แต่ Rob Reiner ทำได้คัรบ เขาเป็นผู้กำกับอีกคนที่ผมนิยมชมชอบไม่น้อย เพราะฝีมือพี่ท่านนี่ไม่ต่ำทรามเลยนะครับ ทำหนังส่วนมากจะดีทั้งหมดน่ะแหละ และเขาชอบทำหนังที่มีความยาวไม่มากจนเกินไป (เรื่องนี้ยาวไม่ถึงชั่วโมงครึ่งด้วยซ้ำไปครับ) ทำให้จังหวะมันจะไม่น่าเบื่อครับ พอดีๆ และกับเรื่องนี้ต้องเรียกว่าเป็นท็อปฟอร์มเรื่องสำคัญของเขา

อยากดูหนังชีวิตประทับใจ เรื่องนี้ไม่ทำให้ผิดหวังแน่ครับผม

 

======================================

รีวิวรอบที่ 2
เขียนไว้เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2550

ตอนผมเรียน ม.3 ระหว่างไปเที่ยวบ้านเพื่อนเล่นเกมเครื่องซูเปอร์แฟมิคอม (สมัยนั้นเกมที่ฮิตๆ ก็ได้แก่ Street Fighter II น่ะแหละ) พวกเราคนหนึ่งเล่าเรื่อง บ้านผีสิงที่ตั้งอยู่แถวนั้นให้ฟัง

ผมเองก็เคยได้ยินครับ เพราะชอบติดตามเรื่องทำนองนี้อยู่แล้ว อีกทั้งบ้านหลังที่ว่านี่ดังขนาดเคยมีรายการทีวีโฉบไปถ่ายทำ ซ้ำยังมีการลงเรื่องราวใน Student Weekly ด้วย

พวกเราที่ไปกันห้าคนวันนั้นก็ชายล้วนล่ะครับ กำลังอยากรู้อยากเห็นโดยเฉพาะเรื่องผีๆ ก็เลยเปลี่ยนเป้าหมายจากเล่นเกมกลายเป็นเดินทางไปดูบ้านที่ว่าให้เป็นขวัญตา ระหว่างทางก็แลกเปลี่ยนเรื่องที่พวกเรารู้มาเกี่ยวกับบ้าน เช่นมันเกิดขึ้นเมื่อไร ใครฆ่าใคร ซึ่งก็กระตุ้นความอยากรู้อย่างยิ่ง

พอถึงที่หมายเราทั้งห้าก็ไม่ทำอะไรมากนอกจากด้อมๆ มองๆ เนื่องจากประตูบ้านปิดไม่สามารถเข้าไปได้ ครั้นจะปีนรั้วก็ออกจะเป็นแนวหาเรื่องเกินไป ไม่รู้จะโดนข้อหาบุกรุกหรือจะเจอผีที่เราคาดคิดไว้หรือเปล่า

เพื่อนๆ คนอื่นผมไม่แน่ใจ แต่สำหรับผม บ้านหลังนั้นไม่น่าเข้าใกล้อย่างแรง เพราะบรรยากาศตอนเดินมามันยังพอมีเสียงนก เสียงรถ เสียงลม แต่เชื่อไหมครับพอถึงบ้านหลังที่ว่า เสียงแมงหวี่แมงวันยังไม่มีเลย

ท่าทางสหายผมก็คงสัมผัสได้เลยแค่ยืนจังก้าอยู่หน้าบ้าน เข้าไปใกล้ๆ ดูโน่นนี่บ้างแล้วก็พากันเดินกลับ

นี่แหละครับประสบการณ์เล็กๆ ในชีวิตผม …

เราทุกคนย่อมมีวัยเด็กกันทั้งนั้นจริงไหมฮะ วัยแห่งการเรียนรู้ พอเขยิบมาเป็นวัยรุ่นก็ผสมความอยากท้าทายอยากลองเข้าไปด้วย เราจึงมักมีเรื่องราวการผจญภัยเก็บอยู่ในความทรงจำ ผมเชื่อว่าอย่างน้อยก็ต้องมีคนละหนึ่งเรื่อง

อย่างเรื่องที่ผมเล่านั้น ตอนนี้พูดเหมือนเป็นแค่เหตุการณ์เล็กๆ ไม่สลักสำคัญ แต่สำหรับเจ้าของความทรงจำนั้นมันรู้สึกว่าช่วงนั้นมีความหมายกับเรา ไม่มากก็น้อย ถ้าถามผมการเดินทางเล็กๆ ครั้งนั้นมีอะไรหรือไม่ ก็ตอบได้เลยว่ามี ตอนเดินทางพูดคุยกันนั้น ผมได้รู้จักเพื่อนๆ มากขึ้นอีกขั้น เห็นนิสัยเพิ่มเติม หรือวิธีการคิดก็แสดงออกมาในแบบของตัวเอง

ตอนนั้นเรายังเด็กจึงไม่ได้วิเคราะห์พฤติกรรมกัน พอโตขึ้นมานึกย้อนดูเลยพบว่าเหตุการณ์เล็กๆ ก็ให้อะไรกับเราพอสมควร (หากเราจะเหลียวมองมัน)

เจ้าเหตุการณ์พวกนี้มีประโยชน์เหมือนกระจกให้เราย้อนไปมองตัวเอง อาจจะย้อนดูที่มาของพฤติกรรมเราในตอนนี้ไม่ว่าจะความงกหรือความมีน้ำใจ ถ้าอันนี้ดีก็ดีไป อันไหนไม่ดีก็ปรับเปลี่ยนได้ นี่คือคุณประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่งคือใช้สิ่งเหล่านี้แหละสร้างชื่อในฐานะนักเขียน

นักเขียนมากหลายก็เริ่มต้นงานตัวเองจากสิ่งที่เรียกว่าประสบการณ์ในวัยเยาว์นี่แหละครับ อย่างนิยายรักวัยรุ่นหลายเล่มที่วางกันเพียบแผงในตอนนี้ ที่มาจากประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตก็มีอยู่เยอะ หรือจะประสบการณ์ชีวิตที่คนดังเอามาเล่าเป็นพ็อกเก็ตบุ๊คพิมพ์กันไม่รู้กี่ครั้ง (ยิ่งเรื่องในมุ้งคนยิ่งชอบ) ไหนจะเรื่องผีทีไปเจอมาอีก คนพร้อมควักกระเป๋าสตางค์ซื้ออ่านอยู่แล้วหากเจียระไนให้เรื่องราวมันหวือหวาชวนติดตามซักหน่อย

ไม่ต้องอื่นไกล ขนาดนักเขียนพี่ Stephen King ก็เคยทำแบบที่ว่านี้เปี๊ยบๆ

Stand By Me ดัดแปลงจากเรื่องสั้นขนาดยาวที่ King เขียนรวมเล่มลงในหนังสือชื่อ Different Seasons (จะแปลเป็นไทยว่าฤดูที่แตกต่างก็ได้ไม่ว่ากัน) ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1982 โดยภายในประกอบด้วย 4 เรื่องราวอันได้แก่ Rita Hayworth and Shawshank Redemption (อันนี้ดัดแปลงมาเป็นหนังเรื่องอะไรคงไม่ต้องบอก), Apt Pupil (นี่ก็ไม่ต้องบอกเหมือนกัน), The Breathing Method (เรื่องนี้ยังไม่ได้แปลงเป็นหนัง) และท้ายที่สุดคือ The Body อันหลังนี่แหละที่แปลงร่างมาเป็นหนังเรื่องที่เรากำลังเล่าอยู่

รสชาติของเรื่องสั้นทั้งสี่ผมมีโอกาสได้อ่านแล้วนะครับ ขอยอมรับแต่โดยดีว่าสมชื่อฤดูที่แตกต่าง เพราะมี 4 เรื่อง 4 รส เนื้อหาได้อารมณ์แตกต่าง จุดหมายการเล่าก็แตกต่าง พออ่านแล้วยังได้แง่คิดติดปลายนวมไปแบบพออิ่มหนำ ชวนอ่านซ้ำเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ที่แกตั้งชื่อว่าฤดูที่แตกต่างก็ไม่ได้ยกมาเท่ห์ๆ เพราะ 4 เรื่องในเล่มเป็นตัวแทนของฤดูกาลทั้งสี่ อันได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิ (Rita Hayworth and Shawshank Redemption), ฤดูร้อน (Apt Pupil), ฤดูใบไม้ร่วง (The Body) และ ฤดูหนาว (The Breathing Method) ซึ่งต่างก็ได้อารมณ์ฤดูที่ว่านั้นจริงๆ อย่าง Shawshank ก็ได้กลิ่นอายของความหวัง, Apt Pupil ก็ได้ความรู้สึกร้อนๆ รุนแรง ระอุไปด้วยความกดดัน, ส่วน The Breathing Method ก็ออกแนวเหน็บหนาว เย็นยะเยือก เจือด้วยความสยองและความรัก

ส่วน The Body ว่าด้วยเรื่องมิตรภาพ การเติบโต เรียนรู้ชีวิตของเด็ก 4 คน แต่มันเข้ากับอารมณ์ใบไม้ร่วงอย่างไรต้องเล่าในตอนท้ายๆ

ที่แน่ๆ นี่ถือเป็นงานชิ้นแรกของ King ที่ประกาศให้คนรักหนังรู้ว่า เขาไม่ได้แน่เฉพาะสร้างความสยองเท่านั้น พวกเนื้อเรื่องชีวิตที่ดูแล้วชวนให้ครุ่นคิดและประทับใจ พี่แกก็ไม่ได้เป็นรองใครเหมือนกัน

หนังเล่าเรื่องของเพื่อนซี้สี่เด็กหนุ่มอันประกอบไปด้วย กอร์ดี้ ลาแชนซ์ (Wil Wheaton), คริส แชมเบอร์ส (River Phoenix), เท็ดดี้ (Corey Feldman) และ เวิร์น เทสสิโอ้ (Jerry O’Connell) ที่ไปรู้มาว่าเพื่อนนักเรียนคนหนึ่งโดนรถไฟชนตาย แต่ยังไม่มีใครหาศพพบ คาดว่าน่าจะยังอยู่ที่ใดที่หนึ่งในป่าใกล้ๆ ทางรถไฟนั้น ทั้งสี่เลยอยากลองผจญภัยซักครั้งด้วยความอยากรู้อยากเห็น เลยเดินป่าไปดูศพ แล้วระหว่างทางพวกเขาก็ได้เรียนรู้กันและกัน ทั้งในเรื่องของพวกเขาเอง และบทเรียนของชีวิตที่ไม่ได้มีสอนไว้ในตำราเล่มใดๆ

มั่นใจว่าหลายคนประทับใจหนังเรื่องนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกล่ะครับ หนังแนวนี้ไม่ใช่มีมาบ่อยๆ แล้วไอ้ไม่บ่อยที่ว่านี่จะหาที่ดีจริงๆ ก็ไม่มากด้วย เรื่องนี้ถือเป็นหนังขึ้นหิ้งสำหรับแนว Coming of Age ซึ่งหมายถึง หนังที่ฉายให้เห็นช่วงจุดเปลี่ยนของชีวิตน่ะนะครับ โดยเฉพาะวัยรุ่นช่วงที่อะไรต่างๆ เปลี่ยนแปลงเยอะไปหมดไม่ว่าจะด้านร่างกาย จิตใจหรือสภาพแวดล้อม อย่างที่เขาว่ากันว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะมันจริงครับ ถ้ามีการเลี้ยงดูที่เหมาะสม อย่างน้อยวัยรุ่นรายนั้นก็จะเติบใหญ่เป็นคนที่อาจจะไม่ดีเลิศแต่ก็ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน แต่ถ้าขาดการเลี้ยงดูแล้วก็เหมือนทางสองแพร่งเลยล่ะครับ เพราะถ้าเด็กคิดได้หยั่งรู้อะไรควรไม่ควรก็ดีไป แต่หากคิดไม่ได้ ทั้งชีวิตที่เหลือต่อจากนั้นจะกลายเป็นอะไรที่น่าเสียดายทีเดียว

หนังประเภทนี้เอาไปเป็นสื่อการสอนวิชาจิตวิทยาวัยรุ่นได้สบายๆ หรือไม่ถ้าเปิดดูให้วัยรุ่นเรียนรู้ก็ไม่เลว

King นั้นผูกเรื่องราวขึ้นจากประสบการณ์วัยเด็ก จุดเริ่มมาจากเพื่อนคนหนึ่งของเขาที่เคยโดนรถไฟชนตายจริงๆ พร้อมด้วยความโหยหาที่จะกลับไปมีการผจญภัยเล็กๆ แต่น่าตื่นเต้นเหมือนสมัยเด็ก เขาเลยจัดการเล่าเรื่องราว ซึ่งทั้งในฉบับหนังสือและหนังก็มาแนวเดียวกันครับ คือเป็นเรื่องเชิงบอกเล่า คนเล่าก็คือ กอร์ดี้ ตัวเอกของเรื่องที่เติบโตมาก็ได้เป็นนักเขียน มีงานดังๆ เพียบ เขาเลยอุทิศเวลาช่วงหนึ่งให้กับการเขียนเล่าเรื่องการผจญภัยที่ว่าเพื่อรำลึกถึงเพื่อนเก่า

ไม่ต้องบอกก็คงรู้ กอร์ดี้ในเรื่องก็คือ Stephen King นั่นเอง

นี่แหละครับ ด้วยความที่มันสร้างสรรค์จากเสี้ยวความทรงจำพร้อมด้วยมันสมองนักเขียนชั้นยอด ลีลาการเล่าเลยง่ายแต่กลมกล่อม ตอนอ่านหนังสือนี่ผมชอบมากเลยล่ะครับ ได้บรรยากาศเหมือนเดินเข้าป่าไปกับพวกนี้ด้วย แล้วยังดึงความเป็นเด็กของผมให้แวะเวียนเข้ามาในหัวผมอีกต่างหาก

ส่วนรูปแบบหนังก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ต้องเรียกว่าเป็นงานระดับท็อปฟอร์มของผู้กำกับ Rob Reiner ดูสนุกครับ เพลิน เรียบง่ายแต่น่าติดตาม คงความเป็นนิยายไว้ได้ดี ตอนอ่านเห็นภาพป่าอย่างไร ในหนังออกมาอย่างนั้น รายละเอียดอาจไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่ก็ดัดแปลงมาดีล่ะครับ

การให้ Reiner มาทำหนังเรื่องนี้จัดว่าเหมาะเอามากๆ เพราะงานก่อนหน้าคือ This Is Spinal Tap หนังแนวกึ่งสารคดีว่าด้วยวงดนตรีร็อคสุดมันส์ ตามด้วย The Sure Thing หนังโรแมนติกวัยรุ่นเรื่องของหนุ่มจอมซ่าส์กับสาวเด็กเรียน สองเรื่องข้างต้นเข้าข่ายหนังสไตล์บอกเล่าทั้งนั้นล่ะครับ และพี่ท่านยังเล่าได้ดีด้วย เพราะเนื้อเองจริงๆ มันง่ายน่ะครับ เรื่องชีวิตคนธรรมดา แต่ Reiner จัดการเล่าให้น่าสนใจ ไม่ว่าจะใช้คำพูดชวนคิด วางกล้องรับกับอารมณ์ ซึ่งความเด็ดทั้งหลายที่บอกก็มาโผล่ใน SBE ครบถ้วน แล้วยังลงตัวมากขึ้นกว่าสองเรื่องที่แล้วด้วย

Reiner คนนี้นี่แหละที่ในเวลาต่อมาทำหนังเด็ดอย่าง The Princess Bride, A Few Good Men และงานดัดแปลงยอดเยี่ยมของพี่ King อีกหนึ่งเรื่อง … Misery

เห็นเขาว่าตอนแรกผู้กำกับที่จะมารับงานนี้คือ Adrian Lyne เจ้าของผลงานอย่าง Flashdance, Nine 1/2 Weeks และ Fatal Attraction

ส่วนสาเหตุที่ Lyne ไม่ได้ทำก็เพราะติดคิวยังถ่ายทำ Nine 1/2 Weeks ไม่เสร็จ ก็นึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่าหนังจะออกมาในแบบไหน เพราะพี่แกเคยทำแต่หนังแนวแรงๆ พิศวาสๆ ทั้งนั้น

เหล่านักแสดงเด็กก็เล่นดีลื่นกำลังเหมาะ Wheaton กับบทตัวเอกก็ดูเป็นเด็กหงิมๆ แต่ท่าทางตอนแกฮึดขึ้นมาตอนท้ายนี่ได้ใจเอาเรื่อง, Corey Feldman ดาราเด็กที่ดังขึ้นมาในฐานะหนุ่มน้อยผู้อาจหาญ กล้าต่อกรกับฆาตกรโหดอมตะ เจสัน วอร์ฮีส์ในหนัง Friday the 13th: The Final Chapter นับแต่นั้นก็มีงานไหลมาตลอด อย่าง Gremlins กับ The Goonies ขานี้ก็เล่นได้หลายแนว จะเอาเรียบร้อยก็ได้ จะเอาแสบก็ได้, Jerry O’Connell ที่สมัยนั้นยังตุ้ยนุ้ยก็รับบทเด็กอ้วนที่ชอบโดนกลั่นแกล้งเสมอโดยเฉพาะจากพวกรุ่นพี่จอมแสบ หากมาดูตอนนี้อาจจะจำเขาไม่ได้ครับ เพราะกลายเป็นหนุ่มล่ำแสดงนำในซีรี่ส์อย่าง Sliders แล้วก็ Joe’s Apartment, Scream 2, Mission to Mars และ Kangaroo Jack

ส่วนคนที่ผู้ชม SBE น่าจะจำได้มากที่สุดก็หนีไม่พ้น River Phoenix เพราะถือว่าแสดงได้ดีเป็นสีสันของเรื่องเลยครับ เป้นเด็กห้าวๆ กล้าได้กล้าเสีย พูดจาโผงผาง แต่มีไหวพริบเป็นเยี่ยม เป็นตัวละครประเภทเสริมที่มีประโยชน์สารพัดล่ะครับ เพราะช่วยขับความเด่นให้ตัวเอกได้ ขโมยซีนก็ได้ เป็นชูรสให้หนังก็ได้ บททำนองนี้คนที่จะมาเล่นก็ต้องแน่พอตัว เพราะต้องแข็งพอที่จะทำให้คนชอบ ขณะเดียวกันก็ไม่แข็งเกินไปจนข่มตัวละครอื่นๆ และ Phoenix ก็ทำได้ครับ

SBE ก็ถือเป็นความทรงจำและผลงานดีๆ ของ Phoenix ให้คนดูได้รำลึกกัน เพราะเขาได้จากโลกไปแล้ว

ดราคนอื่นแม้จะสมทบแต่ก็โผล่แบบไม่เสียเที่ยว เด่นทุกที่ที่โผล่ได้แก่ Kiefer Sutherland หรือนายแจ๊ค บาวเออร์สมัยยังละอ่อน กับบทเอซ เมอร์ริล หัวหน้าแก๊งค์อันธพาลที่ตามจองเวรพวกกอร์ดี้ตั้งแต่ต้นจนจบ โหวงเฮ้งแกออกแนวกุ๊ยอยู่แล้วด้วยน่ะครับ แสดงได้เนียนมาก อีกทั้งสปิริตนักแสดงยังแรงจัด เพราะตอนถ่ายทำเพื่อให้ดาราเด็กๆ อีก 4 คนเกลียดแกเข้าไส้ให้สมบทบาท แกเลยกวนโทสะ กวนบาทาหาเรื่องเด็กๆ ตลอด แหม ทุ่มเทจริงๆ นะครับ

John Cusack พระเอกจาก The Sure Thing หนังเรื่องก่อนของผู้กำกับ Reiner ก็มาปรากฏตัวในบทพี่ชายของกอร์ดี้ และปิดท้ายด้วยบทกอร์ดี้ตอนโตที่ได้ Richard Dreyfuss เพื่อนสมัยไฮสกูลของ Reiner มาแสดงเป็นบทรับเชิญให้ รายนี้ก็มีหนังดีๆ เล่นให้ดังซ้ำซากไหนจะ American Graffiti, Jaws แล้วก็ Close Encounters of The Third Kind

ใครที่เคยมีการผจญภัยเล็กๆ ในวัยเด็กก็น่าจะชอบหนังเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน (ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น) มันเหมือนเป็นการย้อนไปเปิดประตูดูวันชื่นคืนสุขสมัยเก่าๆ ก็แปลกดีนะครับ บางทีแค่การเดินป่า เดินเล่นกับเพื่อนๆ คุยจ้อไปจนพระอาทิตย์ตก แค่นี้ก็สร้างความสำราญให้เราได้เมื่อครั้งยังตัวกะเปี๊ยก แต่ครั้นเราโตเป็นผู้ใหญ่ กลับรู้สึกว่าจะหาสิ่งพึงใจได้ยากเหลือเกิน ความเรื่องมากเพิ่มตามอายุและความรู้รอบตัวที่เพิ่มตาม ต้องเดินที่เย็นๆ เท่านั้นถึงจะสุข ต้องเดินช็อปปิ้งได้ของถูกใจเท่านั้นจึงจะสุข

ข้อแม้เยอะขึ้น ส่วนความสุขนั้นลดลง มันแปรผกผันตามตัวเลขบอกอายุ

หลายคนเลยชอบบอกว่า ทำตัวเป็นเด็ก ร่าเริงสดใสทำใจให้ใหม่สดเสมอสิ แฮปปี้กับสิ่งรอบตัว ยิ้มกับทุกสิ่งอย่างที่เด็กทำ อย่าไปจำกัดข้อแม้ให้มากความ เท่านี้ชีวิตก็สามารถหาความหฤหรรษ์ได้ทุกวี่วัน

สุขทุกข์แค่ไหน ใจเรากำหนด

พูดง่ายครับ แต่ทำไม่ง่าย … ยังไงก็เถอะครับ มีคนทำได้ ยิ้มได้ไม่จำกัดกาล แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้ล่ะเน้อะ  ตอนเด็กเราก็คิดเลขไม่เป็นเหมือนกัน แต่พอเรียนรู้มากๆ ตอนนี้แค่นึกแว้บเดียวคำตอบก็คลิ้กขึ้นมาใจ เช่นกันครับ ลักษณะนิสัยร่าเริง บางคนเป็นมาแต่กำเนิด แต่บางคนอาจจะโตมาอย่างหงุดหงิด ก็ไม่สายนะครับที่จะฝึกตัวเองให้ร่าเริงตลอด

ที่ผมบอกไว้แต่ต้นว่า The Body หรือ Stand By Me ถือเป็นตัวแทนฤดูใบไม้ร่วง (Fall) ก็ด้วยอารมณ์ของมันครับ อันนี้อาจมีสปอยล์ครับ ไม่อยากทราบข้ามไปอ่านดาวด่วน

ก็เพราะมันเป็นฤดูผลัดใบ ต้นไม้ทิ้งใบเก่าเพื่อรอการเติบโตของใบใหม่ มีกลิ่นอายความสูญเสียแทรกซึมเหมือนหนังล่ะครับ ไหนจะเรื่องคนตาย ไม่ว่าจะเพื่อนหรือญาติพี่น้องของกอร์ดี้ จึงเข้ากับรสชาติความสูญเสีย แม้ตอนจบจะลงเอยด้วยดี แต่พอฟังยาวมาถึงคำบรรยายตอนท้ายล่ะอารมณ์ Fall ไหลมาทันที เพราะกอร์ดี้เล่าปิดท้ายว่าการที่เขาเขียนเล่าเรื่องนี้ก็เพราะผองเพื่อนที่ร่วมผจญภัยได้ตายจากเขาไปเมื่อไม่นานนี้ (ในเวอร์ชั่นหนังเราจะทราบแค่ว่าคริสตายครับ แต่ในเวอร์ชั่นหนังสือ ทุกคนตายหมดยกเว้นกอร์ดี้คนเดียว)

มีเกิดมีดับ มีได้ก็มีเสีย เรื่องธรรมดาโลก

อีกจุดหนึ่งที่ผมประทับใจไม่ว่าจะหนังหรือหนังสือ คือพอดูจบแล้วมันทำให้รู้สึกไปได้จริงๆ ว่าเพิ่งรับรู้ความทรงจำจากใครสักคน

ใครที่รู้จัก Stephen King แต่ในฐานะคนเขียนนิยายสยองก็อยากให้ลองเอาเรื่องนี้ไปดู ถ้าอยากได้แบบครบเซ็ทก็กวาดให้เรียบ ทั้ง The Shawshank Redemption, The Green Mile แล้วท่านจะรู้ว่านายคนนี้ไม่ธรรมดา

ส่วนชื่อหนังก็มาจากเพลงของ Ben E. King พอขึ้นมาตอนจบเท่านั้นแหละ อารมณ์หวิวใจชวนรำลึกถึงอดีตก็พรั่งพรูในหัวทันที ถือเป็นเพลงประกอบที่เขากับหนังมากสุดๆ เรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เลยล่ะมั้ง (อันนี้ผมว่าเองนะครับ อิอิอิ)

… มานั่งนึกๆ ตอนนี้เกิดอารมณ์สองขั้วขึ้นมา ใจหนึ่งอยากดู อีกใจไม่อยากดู เพราะดู SBE แล้วได้สองความรู้สึก ประทับใจก็ได้ หรือจะหดหูเล็กๆ ก็ได้

หนังเขาทำได้จริงๆ ยกนิ้วให้เลย Reiner และ King

สามดาวครับStar31(8/10)