ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Oscar)

The Silence of the Lambs (1991) อำมหิตไม่เงียบ

6305073333.01.LZZZZZZZ

เรื่องราวอันนี้สร้างจากนิยายระดับยอดเยี่ยมของ Thomas Harris ชื่อเดียวกับหนังนี่แหละ เป็นเรื่องราวของแคร์ลิซ สตาร์ลิง (Jodie Foster) เอฟบีไอฝึกหัดที่ได้รับภารกิจจาก แจ๊ค ครอว์ฟอร์ด (Scott Glenn) ให้ไปตามล่าตัวฆาตกรโรคจิตนามบัฟฟาโล่ บิลล์ (Ted Levine) แต่การตามจับนั้นมันไม่ง่ายครับ เพราะวายร้ายตัวนี้เก่งกาจและปกปิดหลักฐานได้ดี จนแคลริซต้องไปขอความช่วยเหลือจาก ดร.เลคเตอร์ (Anthony Hopkins) ฆาตกรจอมโหดที่โดนขังอยู่ในโรงพยาบาลโรคประสาท ที่นั่นแคลริซก็ขอความเห็นจากเลคเตอร์ ส่วนเลคเตอร์ ก็เล่นสงครามจิตวิทยากับเธอไปพร้อมๆ กัน

หนังทำได้ยอดมากครับ น่ากลัวมาก โดยเฉพาะลุง Anthony ที่พี่แกโรคจิตแบบทะลุกระจกเลยทีเดียว ขนาดอยู่ในห้องขังยังน่ากลัวอ้ะ โอย แววตานี่ผมไม่กล้าไปเล่นจ้องกับแกแน่ๆ ครับ คนบ้าอะไรวะ มองทีน่ากลัวกว่าผีอีก ส่วน Jodie ผู้น่ารักของผม (5555) ก็ดูเหมาะกับบทครับ ท่าทางดูใช่เลยอ้ะ เอฟบีไอฝึกหัด ดูไร้เดียงสาและแฝงอะไรบางอย่างเอาไว้ลึกๆ ในใจ และเธอก็พร้อมจะลุยกับทุกสถานการณ์ ยิ่งตอนที่เธอตกกลับดร.เลคเตอร์นั่นแสดงความเป็นสาวห้าวออกมาได้ชัดมากเลย ด้วยครับ

และสองคนนี้ก็ได้ออสการ์ไป โดยไม่น่าแปลกใจแม้แต่น้อย ก็เล่นได้ดีขนาดเนี้ยอ้ะ โผล่มาทีไรก็เด่นทุกที ยิ่งต้องเล่นคู่กันนี่ ไม่มีใครข่มใครเลยนะครับ แต่กลับช่วยเสริมให้อีกฝ่ายเด่นขึ้นเรื่อยๆ นับว่าหาได้ยากจริงๆ เลยล่ะครับกับการแสดงรูปแบบเนี้ย ประเภทยิ่งเล่นคู่กันแล้วยิ่งเด่นเนี่ย

การสืบต่างๆ ก็น่าติดตาม บทสรุปก็ระทึกสิ้นดี สมแล้วทีได้หนังยอดเยี่ยมไป นี่จัดเป็นหนังแนวสืบสวน ฆาตกรรมที่โทนหม่นมากที่สุดเรื่องหนึ่งครับ ใน Seven นั้น โทนหม่นและเมืองก็โคตรชื้นแฉะ ให้อารมณ์สกปรกๆ แต่กับเรื่องนี้มันหม่นเลยครับ นึกว่าทีมงานมันทำงานกันเฉพาะตอน 6 โมงเย็นอ้ะ มันมืด มันทึมตลอด ทุกสถานที่ ทุกแห่งหน ทุกฉาก โทนมันมืดๆ อารมณ์ตอนดูจบนี่เลยอึ้งๆ อ้ะคับ ไรฟะ เป็นหนังที่ไม่มีความเจริญหูเจริญตาเลย นี่ถ้าไม่มีเจ๊ Jodie ของผมล่ะก็ คงเครียดตายแน่ๆ ครับ (นี่ขนาดมีความสวยของเจ๊แก ผมยังอึดอัดเลยนะ) ดนตรีพี่ Howard Shore ก็ยังหม่นอีก การกำกับของ Jonathan Demme ก็บิวท์อารมณ์หนังได้ดีเหลือเกิน ได้ออสการ์ไปก็สมควรแล้วครับพี่ครับ จะเก่งกันไปถึงไหน

แล้วเราก็มาว่ากันถึงที่มาก่อนจะมาเป็นหนังเรื่อง นี้กันหน่อยล่ะนะครับ เริ่มจากนักแสดง คนที่จะมาเป็น ดร. เลคเตอร์นั้นน่ะ แรกเลยก็คือ Brian Cox ผู้ที่เคยแสดงเป็นเลคเตอร์มาแล้วใน Manhunter (หนังสร้างจากนิยาย Red Dragon ครับ ปฐมบทแห่งเรื่องของดร.เลคเตอร์ แต่หนังไม่ดังเท่าที่ควร) แต่ Cox ปฏิเสธไป รายต่อมาก็คือ Gene Hackman (พระเอกออสการ์จาก The French Connection น่ะแหละ) โดยเขาจะมาแสดงและกำกับด้วย แต่ก็บอกปัดไปเนื่องด้วยการที่หนังเรื่องนี้มีความรุนแรงค่อนข้างมาก และเขาเพิ่งเสร็จจากหนังเรื่อง Mississippi Burning (หนังเครียดเกี่ยวกับคดีเหยียดผิวที่เครียดอิ๊บอ๋ายมากๆๆๆ) เขาเลยไม่อยากจะรับงานทำนองเดียวกันต่อๆ กัน

แล้วชื่อของดารามากมาย ก็ถูกเสนอเข้ามาครับ ไม่ว่าจะ Louis Gossett Jr., Robert Duvall, Jeremy Irons แม้แต่ Robert De Niro กับ Jack Nicholson ก็อยู่ในโผกับเขาด้วย แต่แล้วคนที่ได้ไปก็คือลุง Anthony ของเราครับ ซึ่งก็สมควรล่ะครับ เพราะท่าทางและลีลาของเขานั้นเหนือกว่ารายอื่นๆ อย่างมาก และเป็นการตัดสินใจที่ถูกของทีมงานด้วย

ส่วนบทแคลริซนั้น ตอนแรกสุด คนที่จองมาก็คือ Michelle Pfeiffer ครับ แต่เธอก็จากไปด้วยเหตุผลเดียวกับ Hackman นั่นก็คือ บทหนังมันรุนแรงเกินไป จนเจ๊ Jodie ของผมมาคว้าแทนในที่สุด

ดาราคนอื่นก็น่าจดจำทั้งนั้นครับ Scott Glenn รับบทแจ๊ค ครอวฟอร์ด หัวหน้าของแคลริซ ซึ่งมาดของเขาก็ให้ดีครับ, Anthony Heald มาเป็น ดร.เฟรเดอริก ชิลตัน หัวหน้าสถาบันประสาทที่เลคเตอร์ถูกจองจำอยู่ พี่ท่านทำให้ตัวละครตัวนี้ดูน่ารังเกียจได้สำเร็จครับ ดูแหยและน่าหมั่นไส้ เป็นพวกชอบแอบขโมยความดีความชอบชาวบ้านไรเงี้ยครับ เล่นได้ดีมากจริงๆ และอีกคนที่แม้จะไม่ใช่บทนำ แต่ก็เล่นหนังชุดของฮันนิบาล เลคเตอร์มาทุกภาค (เป็นนักแสดงคนเดียวที่ได้เล่นหนังชุด ดร. เลคเตอร์ทั้ง 4 ฉบับครับ) นั่นคือ Frankie Faison ซึ่งมารับบท บาร์นี่ย์ แมทธิว ผู้ดูแลสถาบันประสาท เป็นประมาณบุรุษพยาบาลน่ะครับ

ส่วนตัวร้ายอย่างบัฟฟาโล บิลล์ นั้น Ted Levine ก็แสดงได้น่าพอใจครับ ซึ่งตัวละครบัฟฟาโล บิลล์นี้ ก็มีที่มาจากบุคลิกของฆาตกรโรคจิตที่มีอยู่จริง 3 คนด้วยกัน รายแรกคือ เอ็ด กีน ฆาตกรรายที่ชอบถลกหนังเหยื่อ (ซึ่งพี่แกยังเป็นต้นแบบให้กับตัวละครอย่าง นอร์แมน เบตส์ใน Psycho และ เลทเธอร์เฟซ ใน The Texas Chainsaw Massacre ด้วย), เท๊ด บันดี้ ฆาตกรต่อเนื่องที่ชอบหลอกล่อเหยื่อขึ้นรถแวนของเขา และ แกรี่ เฮดจ์นิค ฆาตกรที่ชอบขังเหยื่อไว้ที่ห้องใต้ดิน

ส่วนเรื่องราวของหนัง(และ นิยาย) นั้น ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริงครับ กรณีที่เอฟบีไอต้องไปขอความช่วยเหลือจากฆาตกรต่อเนื่องเพื่อสืบคดีนั้น เคยเกิดขึ้นจริงมาแล้วนะครับ มันเกิดขึ้นในคดีฆาตกรรมแห่งกรีนริเวอร์ หรือ the Green River Killings ที่ผมเคยนำเสนอไปใน 10 อันดับคดีอาชญากรรมที่ยังไขไม่ออกน่ะแหละ ในคดีดังกล่าวก็คือมีผู้หญิงถูกฆ่าและทิ้งศพไว้กว่า 40 ราย จนทำให้ โรเบิร์ต เคปเปอร์ ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยอาชญาวิทยาของวอชิงตัน ต้องไปขอคำปรึกษาจาก เท๊ด บันดี้ ฆาตกรต่อเนื่องที่ชอบหลอกล่อเหยื่อสาวๆ ขึ้นบนรถแวนน่ะแหละ แต่ในกรณีนั้น แม้โรเบิร์ตจะปรึกษากับเท๊ด แต่ก็ยังไม่สามารถคลี่คลายคดีนั้นได้ และเท๊ด บันดี้ก็ถูกประหารไปเมื่อ 24 มกราคม 1989 (ที่อเมริกา โทษประหารคือประหารครับ ไม่ค่อยมีมาลดหย่อนอย่างบ้านเราหรอก ยิ่งคดีฆ่าคนด้วยแล้วเนี่ย)

และ นี่ก็เป็นแรงบันดาลใจให้นิยายนี่แหละครับ แม้มันจะเป็นเรื่องแต่ง แต่ก็อิงมาจากเรื่องจริงนะครับ ตัวหนังเลยค่อนข้างแน่นครับ เพราะข้อมูลมันถึงยิ่งคนที่ชอบเรื่องอาชญาแบบเนี้ยจะสนุกและสยองไปในเวลา เดียวกัน เพราะข้อมูลส่วนมากมันเคยเกิดขึ้นจริง นั่นเท่ากับแม้นี่จะเป็นหนัง แต่มันไม่ได้เว่อร์เลยครับ มันเป็นไปได้ และนั่นช่วยเพิ่มความสยองให้หนังอีกเพียบ บ้านเราอาจไม่รู้สึกเท่าไหร่ แต่ทางฟากอเมริกาที่มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ จะสยองมากครับ

เอา ล่ะ มาถึงตรงนี้ก็สรุปสั้นๆ หนังมันยอดครับ เป็นหนังสืบสวนฆาตกรต่อเนื่องที่ยอดเยี่ยมสุดๆ อันดับต้นๆ ถึงทั้งบรรยากาศและโทน รวมไปถึงทุกองค์ประกอบ และแง่มุมทางจิตวิทยาด้วย อย่างตัวแคลริซเธอก็มีปมในใจครับ นั่นทำให้หนังมีมิติอย่างมาก

สามดาวครึ่งครับ

Star32(8.5/10)

Advertisements