Action

The Hunt for Red October (1990) ล่าตุลาแดง

6305182043.01.LZZZZZZZ

นี่คือหนังที่สร้างจากนิยายของ Tom Clancy นักเขียนผู้เก่งฉกาจมากๆ สำหรับนิยายแนวทริลเลอร์ – แอ๊คชั่น+การเมืองน่ะนะครับ และเขาก็ได้สร้างตัวละครที่ชื่อว่า แจ๊ค ไรอัน (หรือชื่อเต็มว่า จอห์น แพทริค ไรอัน) ขึ้นมา ซึ่งแจ๊คก็เป็นเจ้าหน้าที่นักวิเคราะห์แห่งซีไอเอที่ต้องมารับมือกับ สถานการณ์ตึงเครียดที่แตกต่างกันไป ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเหตุการณ์ระหว่างประเทศที่สามารถจุดชนวนสงครามโลกเอาได้ ง่ายๆ เลยทีเดียว เรื่องราวแต่ละตอนก็เข้มข้นทั้งนั้นครับ เพียงแค่จะมากน้อยแตกต่างกันไป

และนี่คือตอนแรกบนจอภาพยนตร์ของแจ๊ค ไรอัน (รับบทโดย Alec Baldwin) กับภารกิจการตามล่า เรือดำน้ำ Red October ของรัสเซีย ซึ่งสามารถเดินเครื่องตรงเข้าน่านน้ำอเมริกาได้ โดยที่ฝ่ายมะกันไม่สามารถตรวจจับได้เลย เพราะเรือดำน้ำลำดังกล่าวมีระบบเก็บเสียงที่เรียกว่า ตัวหนอน ซึ่งจะทำให้เรดาห์จับไม่ได้ หรือต่อให้จับได้ลักษณะมันก็จะเหมือนกับการเคลื่อนตัวของหินละลายหรือไม่ก็ เหมือนปลาวาฬผสมพันธุ์ (เลยไม่มีทางจับได้ครับ เพราะใต้มหาสมุทรมันมีหินละลายเคลื่อนตลอดอ้ะ ไหนจะปลาวาฬอีก มันก็มีอยู่ทั่วละครับ)

ทางการจึงคิดว่า จุดประสงค์การมาของ Red october ครั้งนี้คือก่อการวินาศกรรม แต่แจ๊ค กลับเห็นตรงข้าม เพราะเขาเชื่อว่าผู้การมาร์โก้ เรเมียส (Sean Connery) ผู้บัญชาการของเรือลำนี้น่าจะมีเหตุผลอื่นมากกว่า ซึ่งนั่นทำให้แจ๊คต้องตรงดิ่งไปกลางมหาสมุทรเพื่อตามหา Red October ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น

หนังมาในยุคที่เจมส์ บอนด์ 007 เพิ่งหมดอำนาจไปครับ (ตอน Licence to Kill ทำรายได้น้อย จนบริษัท Eon ผู้สร้างตัดสินใจระงับการสร้างหนังชุด 007 ไปก่อน) ซึ่งช่วงนั้นบริษัทผู้สร้างหลายรายก็พยายามเข็นหนังแนวสายลับออกมา เพื่อกะว่าจะได้เป็นหนังที่สามารถมาแทนที่เจมส์ บอนด์ได้ (เช่น ค่าย Warner Bros. ส่ง Teen Agent มาเป็นต้น) ส่วนทางค่าย Paramount Pictures ก็ส่งหนังชุดนี้มาครับ ซึ่งหากจะว่าไป ผมว่า Paramount ก็สมหวังนะ

หนัง สร้างจากนิยายขายดีของ Tom Clancy น่ะนะครับ ซึ่งก็รับประกันให้หนังได้ว่ายังไงก็คงทำเงิน ตอนแรกเลยนั้น ก็มีการประกาศจะให้ Kevin Costner มาแสดงเป็นแจ๊ค ไรอัน (เฮ่ย ) แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็น Baldwin แทน ซึ่งถือว่าเปลี่ยนได้ดีครับ เพราะผมว่า Baldwin ดูเหมาะกับบทนี้มากกว่า โดยเฉพาะรูปลักษณ์ที่ชัดเจนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์ของซีไอเอแน่นอน แต่เขาก็ดูฉลาดพอที่จะทำงานภาคสนามด้วย ฉากที่เขาแสดงได้ใจผมมากคือตอนที่ต้องเข้าที่ประชุมแล้วแถลงเรื่องราวของเร เมียสให้พวกผู้ใหญ่ฟัง แล้วพอแถลงไปปรากฏว่ามีผู้ใหญ่อวดรู้บางคนพูดทำนองว่าแจ๊ครู้จักเรเมียสดี แค่ไหน แล้วพี่แจ๊คของเราก็จัดการตอกผู้ใหญ่ท่านนั้นจนหน้าหงายไปเลย ทั้งสีหน้าและแววตานี่ยอดมากอ้ะคับ

ในขณะที่บทมาร์โก้ เรเมียสนั้น ตอนแรกก็ตกเป็นของ Klaus Maria Brandauer ตัวร้ายจากหนังบอนด์นอกทำเนียบ ตอน Never Say Never Again แต่ก็มีการเปลี่ยนมาเป็นปู่ Sean Connery เจมส์ บอนด์ 007 ตัวจริงไปแทน ซึ่งก็นับว่าเป็นการเปลี่ยนที่ดีมากๆ ครับ เพราะบารมีปู่แกมากอยู่แล้ว และบทที่ได้รับนั้นก็เหมาะมาก (และก็นับว่าเข้าท่าครับ Paramount อยากได้หนังสไตล์ 007 มาเป็นของตนเอง แล้วก็ได้เปิดหนังภาคแรกด้วยดาราเจมส์ บอนด์คนแรกเนี่ย)

ดังนั้นใน แง่ดาราต้องเรียกว่าแข็งครับ นอกจาก 2 รายนั้นก็ยังมี Scott Glenn มารับบทผบ.บาร์โทโลมิว วีโต้ แมนคูโซ่ ผู้บัญชาการเรือดำน้ำลำที่แจ๊คร่วมโดยสารไปเพื่อภารกิจนี้ แม้บารมีพี่ท่านจะไม่มากเท่าปู่ Sean แต่ดูแล้วก็เชื่อสนิทใจเลยว่าเขาคือผบ. จริงๆ, Sam Neill มารับบทแรงค์ โบโรดิน ผู้ช่วยกัปตันของเรือ Red October ที่เข้าคู่กับปู่ Sean ได้ดี และ James Earl Jones กับบท เจมส์ เกรียร์ หัวหน้าของแจ๊ค ผู้คอยให้คำปรึกษาและช่วยเหลือแจ๊คตลอดมา ก็ยังคงน่านับถือตามเคยล่ะครับ

สำหรับ ตัวหนังนั้น นี่ก็นับเป็นตอนที่ทำได้ดีที่สุดของหนังชุดนี้ครับ การเดินเรื่องที่เข้มข้นและการแสดงของปู่ Sean คือพลังสำคัญของหนัง ซึ่งได้ John McTiernan แห่ง Die Hard มากำกับ ซึ่งภาคนี้ตัวละครแจ๊ค ไรอันจะยังไม่เด่นครับ ความเด่นไปตกอยู่กับเรเมียสซะหมดเลย แต่นั่นก็ไม่เป็นปัญหากับหนังแต่อย่างใด

หนังทำได้กดดันน่าดูครับ ภาพในเรือดำน้ำมันก็อึดอัดอยู่ประมาณหนึ่งแล้ว ยังมาเจอสถานการณ์เครียดๆ อีก เลยไปกันใหญ่ล่ะครับ ใครชอบหนังแนวนี้ หรือชอบพวกหนังเรือดำน้ำ ดูได้เลยครับ รับประกันความมันส์ ช่วงท้ายนี่ก็มีการไล่ล่าอย่างมันส์และลุ้นกันสุดๆ เลยครับ ทั้งไล่กันด้วยเรือดำน้ำและล่ากันภายในเรือ ผมว่าคนที่ชอบหนังแนวเรือดำน้ำต้องสะใจกันอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ประเด็นเป้าหมายการมาที่แท้จริงของผู้การมาร์โก้ เรเมียส หนังก็ทิ้งปมอย่างดีเลยครับ ให้เราสงสัยว่าพี่แกบ้าไปแล้ว เลยคิดจะบุกมาถล่มอเมริกาโดยไม่มีคำสั่งหรือเปล่า แล้วซักพักพอแจ๊คสืบจนรู้ว่าตกลงเรเมียสต้องการอะไร ความลุ้นก็ทวีขึ้นไปอีก เพราะถ้าหากเรเมียสต้องการแค่จะมาถล่มอเมริกา ก็ไม่มีอะไรยากครับ แค่สั่งให้เอาเรือดำน้ำไปสู้ก็เท่านั้น แต่เป้าหมายของเรเมียสนั้นเป็นอย่างอื่น ซึ่งทำให้หนังน่าติดตามมากขึ้นเยอะ แต่เรเมียสต้องการอะไร อันนี้ต้องไปดูเองคับ

ดนตรีคืออีกส่วนที่ยอด เยี่ยมมาก ภายใต้ฝีมือของ Basil Poledouris ก็ให้อารมณ์รัสเซียได้เยี่ยมสุดๆ ครับ ถ้าอยากดูหนังที่มีเพลงปลุกใจแบบรัสเซียล่ะก็ เรื่องนี้ได้เลยครับ ช่วงตื่นเต้นก็เร้าได้ถึงใจ และหนังยังได้ Jan de Bont มาเป็นตากล้องด้วย ตอนนั้นพี่แกยังเป็นตากล้องอยู่ครับ แต่ฝีมือดีนะ ถ่ายภาพได้เฉียบมาก ตรงฉากอับๆ ก็อึดอัดอิ๊บอิ๋าย พอมาถึงภาพมุมกว้างนี่ก็เก็บได้ทุกรายละเอียดเลยทีเดียว แต่ที่ผมยอมรับสุดๆ คือไอ้ฉากแคบที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นฉากกว้างๆ ได้นี่แหละ คือตามปกติในเรือดำน้ำมันจะแคบและอึดอัดใช่มั้ยล่ะครับ แต่ปรากฏว่ามีหลายฉากเลยครับที่มันคือเรือดำน้ำแคบๆ แต่เพียงเปลี่ยนมุมบางอย่าง ค่อยๆ ซูมภาพออก มันกลับทำให้เรือดำน้ำที่ดูอุดอู้กลายเป็นห้องบัญชาการขนาดใหญ่ขึ้นมาได้ ก็นับเป็นมือถ่ายภาพที่เฉียบขาดอีกรายครับ

ขอนอกเรื่องนิดนึงนะครับ คือผมล่ะโคตรชอบเวอร์ชั่นพากย์ไทยของเรื่องนี้จัง ผมหมายถึงพากย์ฉบับแรกสุดเลยนะครับ ตอนมันเป็นวีดีโอครั้งแรกเลยน่ะ คุณจักรกฤษณ์ หาญวิชัยให้เสียงแจ๊ค ไรอันได้นุ่มลื่นดีมากๆ มีครบทั้งความนิ่มแบบนักการฑูตและความแข็งกร้าวแบบนักวิชาการ เยี่ยมจริงๆ ครับ แต่กับพากย์ไทยเวอร์ชั่นล่าสุดใน VCD นั้นก็คนละอย่างแล้วนะครับ เป็นอีกทีมนึงแล้ว ซึ่งก็ไมไ่ด้โดดเด่นเท่าระดับนั้นอีก

ผลที่ได้คือ ความเข้มข้นถึงเครื่อง ดาราดี เร้าใจและกดดัน ลุ้นพอเหมาะ .. ออ นี่ไม่ใช่หนังแอ๊คชั่นล้วนๆ นะครับ ถ้าดูแล้วบอกทำไมไม่ค่อยมีฉากบู๊ ทำไมไม่ค่อยมีระเบิด ทำไมไม่มันส์ ก็ต้องเข้าใจล่ะนะครับเพราะมันเป็นหนังแบบใช้ความคิดครับ

นี่แหละ สไตล์หนังแอ๊คชั่นแบบ แจ๊ค ไรอันของ Tom Clancy ล่ะ

ครบเครื่องสามดาวเต็มครับ

Star31(8/10)

Advertisements