Action

Snake Eyes (1998) สเน็ค อายส์ ผ่าปมสังหาร มัจจุราช

6305277958.01.LZZZZZZZ

กับผลงานกำกับของ Brian De Palma เรื่องนี้ไม่ค่อยทำเงินเท่าไหร่ แล้วคนดูอีกหลายคนก็ไม่ชอบเท่าไหร่ด้วย แต่สำหรับผม นี่แหละหนังของ De Palma ขนานแท้ และดั้งเดิม

ริก ซานโตโร่ (Nicolas Cage) นายตำรวจจอมโกงที่ได้อยู่ร่วมเหตุการณ์การลอบสังหารท่านวุฒิสมาชิก เขากับเพื่อนเก่า เควิน ดันน์ (Gary Sinise) ได้ร่วมมือกันสืบหาความจริง แต่ทว่า ริกได้พบเงื่อนงำสำคัญหลายอย่าง จนเขาไม่อาจจะไว้ใจใครได้อีกต่อไป

ผมว่าหนังครบเครื่องนะครับ นักแสดงก็ดี การเดินเรื่องทิ้งปมก็ดี รวมไปถึงแฟลชแบ๊คจากปากคำของพยานแต่ละคนที่แตกต่างกันไป ซึ่งจุดนี้ Alfred Hitchcock เคยนำมาใช้อย่างได้ผลมาแล้วด้วย ก็เป็นการตอกย้ำความเป็นทายาท Hitchcock ของ De Palma เข้าไปอีกครับ

รวมไปถึง Longtake ตอนต้นเรื่องที่กินเวลา 10 นาทีที่สะใจแฟนหนังของเขาแน่ๆ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าหนังของพี่แกจะต้องมี Longtake ใส่ลงมาเสมอๆ อยู่แล้วคับ ไอ้ฉากทำนองนี้ถือว่าไม่ธรรมดาเลย ถือมือไม่แม่นก็คงทำไม่ได้หรอก

หนังค่อนข้างจะโอเคนะครับในสายตาผม อาจเป็นเพราะผมชอบสไตล์ของ De Palma อยู่แล้วด้วย เลยทำให้ดูหนังสนุกขึ้น เพราะรู้ว่าพี่แกจะเล่นจุดไหนแล้วต่อด้วยอะไร ดาราทั้งหลายผมว่าเลือกได้ดี Cage ดูบ้าไปกับบทดีครับ แต่บางจุดหลายคนอาจจะมองว่าพี่แกโอเวอร์แอ๊คไป แต่ก็ไม่เสียหายน่ะ ถือเป็นการเพิ่มรสชาติให้กับคาแรคเตอร์ได้ไม่เลว, Sinise ก็สบายๆ กับบททำนองนี้ซึ่งไม่เคยมีปัญหาครับ เข้มและได้อารมณ์อยู่แล้ว ส่วน John Heard ที่มารับบทเป็นกิลเบิร์ต พาวเวลล์ บุคคลที่อยู่ข้างตัวท่านวุฒิตลอดเวลา พี่คนนี้ก็เล่นได้ดีครับ สมเป็นนักการเมืองจริงๆ

Carla Gugino ที่มาเป็นนางเอกของเรื่องเธอก็น่ารักดีครับ ตอนแรกก็มีความสวยเป็นหลัก แต่ต่อมาเธอก็แสดงฝีมือมากขึ้น ยิ่งตอนที่มานั่งเล่าความจริงให้ริคฟัง แล้วพบว่าริครู้จักกับคนที่เธอสงสัยว่าน่าจะเป็นวายร้ายของเรื่อง พอริคโวยวายปุ๊บเธอรีบบอกเลยว่า “ไม่ใช่ค่ะ คงไม่ใช่ ฉันอาจจำผิดก็ได้” แล้วน้ำตาก็เริ่มไหลมาเป็นสายเนี่ย โคตรเก่งครับ ทั้งน่าสงสารและดูสิ้นหวังจริงๆ เอาแค่ฉากนี้ผมว่าก็คุ้มแล้วล่ะครับ เพราะเธอแสดงได้ดีมากจริงๆ

การเดินเรื่องเฉลยปมก็ทำได้เข้าท่านะ หนังมันยาวแค่ชั่วโมงครึ่งเอง เลยไม่มีการอืดเท่าไร เดินไปเรื่อยๆ แต่หนังจะมาเสียหายไปพอประมาณก็ฉากจบนี่แหละครับ บทสรุปตอนจบมันออกจะง่ายไป อุตส่าห์เข้มข้นมากว่า 80 นาที แต่บทจะจบก็จบง่ายๆ ตัวร้ายรับผลแบบง่ายๆ แบบนี้

ถัดจากนี้จะสปอยล์ฉากจบรวมถึงกล่าวถึงฉากจบแบบดั้งเดิมครับ หากใครไม่อยากทราบ กรุณาอย่าอ่านตรงที่มีตัวอักษรสีน้ำเงินครับ

ความจริงแล้วตอนจบดั้งเดิมของหนังมันมีแอ๊คชั่นนะครับ มีการเล่น Effect เยอะพอสมควร (ทีมทำ Effect โดย ILM น่ะครับ) มันจะประมาณว่ามีคลื่นยักษ์ซัดเข้ามาในคาสิโน ดังที่เห็นว่าฉากหลังในเรื่องกำลังเกิดพายุลูกใหญ่อยู่ และจะมีอะไรให้ลุ้นเยอะพอดู มีฉากแอ็กชันเยอะกว่านี้ และที่สำคัญคือเจตนาดั้งเดิมของ De Palma คือตั้งใจจะจบเรื่องราว โดยให้คลื่นยักษ์ซัดตัวละครทั้งหลายในเรื่องให้จมน้ำกันเกือบหมด เป็นการสื่อความหมายประมาณว่า “มีเพียงหัตถ์แห่งพระเจ้า (ในที่นี้คือมหาพายุ) เท่านั้น ที่จะล้างเมืองโสมมแห่งนี้ลงได้” เพราะตลอดเรื่องเราก็จะได้เห็นว่าตัวละครแทบทุกคนล้วนฉ้อฉล บ้างก็โกงกิน บ้างก็ฉวยโอกาส บ้างก็ยอมตามแห่ทำชั่วไปกับเขา บ้างก็ไม่สนใจความถูกผิดใดๆ บ้างก็เห็นแก่ตัว บ้างก็โลภ ฯลฯ

แต่สุดท้ายแล้วฉากทั้งหมดก็โดนตัดออก โดยมีข่าวลือว่าโดนตัดออกเพราะตอนฉายรอบทดลองแล้วผู้ชมไม่ชอบ เลยเปลี่ยนฉากไคลแม็กซ์เป็นฉากที่เราเห็น อันเป็นฉากที่ถือว่าจบลงแบบ Happy มากกว่านั่นเองครับ

แต่ถ้าเราไม่คิดมากเรื่องฉากจบ การเดินเรื่องมีชั้นเชิงครับ มุมกล้องก็เต็มไปด้วยลูกเล่น ดนตรีก็ให้อารมณ์ลึกลับแบบลุ้นๆ ดี ตัวหนังอาจจะไม่ได้แปลกใหม่อะไรมากนะครับ แต่มันได้นักแสดงที่ดี การเดินเรื่องที่ถูกจังหวะ มุมกล้องดี ดนตรีเจ๋ง มันเลยพอจะช่วยกลบเรื่องด้อยๆ ของบทในบางจุดและฉากจบไปได้บ้าง

ก็สรุปนะ โดยส่วนตัวผมชอบครับ แม้ตอนจบจะไม่เข้าท่าไปบ้าง แต่โดยรวมๆ ผมว่าหนังทำได้ดี ถ้าใครชอบหนังแนวสืบสวนหรือชอบฝีมือของผู้กำกับ De Palma ล่ะก็ เรื่องนี้ถือว่าน่าลองอยู่ไม่ใช่น้อยครับ

สองดาวครึ่งครับ

Star22(7/10)

Advertisements