Adventure

Harry Potter and the Prisoner of Azkaban (2004) แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ นักโทษแห่งอัซคาบัน

232url

จริงๆ แล้วนะครับ ผมได้ตั้งปณิธานเอาไว้ว่า ผมจะไม่อ่านนิยาย Harry จนกว่าจะได้ดูหนังครบ 7 ภาคแล้ว และผมก็ทำแบบนั้นสำเร็จใน 2 ภาคแรก แต่ปณิธานผมต้องมาเจ๊งบ้งก็เพราะหนังภาคนี้นี่แหละ

ในตอนที่ 3 นี้ แฮร์รี่ พอตเตอร์ (Daniel Radcliffe) ได้รับทราบข่าวการแหกคุกของ ซีเรียส แบล๊ค (Gary Oldman) พ่อมดที่ว่ากันว่าเป็นมือขวาของลอร์ด โวลเดอร์มอร์ และยิ่งไปกว่านั้นคือ ซีเรียส แบล๊คนี่แหละที่มีส่วนทำให้พ่อแม่ของแฮร์รี่ต้องตายไป งานนี้แฮร์รี่เลยพร้อมลุยครับ

เอาล่ะ ว่าตรงๆ เลยล่ะนะ ไม่รู้จะอ้อมค้อมไปทำไม ผมค่อนข้างหวังกับหนังพอสมควรนะ เพราะได้ Alfonso Cuaron มากำกับ ซึ่งพี่แกเก่งครับ ฟันธงเลยว่าทำหนังดีๆ มาทั้งนั้น ไม่ว่าจะ A Little Princess หรือ Great Expectations และ Y tu mama tambien และการเตรียมงานก็นานขึ้น จึงคาดว่าหนังน่าจะดี .. แล้วมัน เอ่อ .. เฮ่อ

หนังจริงๆ แล้วมันก็ไม่เลวนะครับ ดูได้เรื่อยๆ ช่วงต้นๆ นี่เยี่ยมอ้ะ ทิ้งปมไว้มาก ความน่าติดตามก็เพียบ ตัวแฮร์รี่เองก็มีมิติมากที่สุดมากกว่าภาคใดๆ เพราะมันต้องมีทั้งเรื่องอารมณ์วัยรุ่น และความแค้นอีกต่างหาก ซึ่ง Radcliffe ทำหน้าทีไ่ด้ดีขึ้นครับ แต่ก็ยังนับว่าด้อยลงไปบ้าง หากเทียบกับ บทรอนของ Rupert Grint และ เฮอร์ไมโอนี่ของ Emma Watson 2 รายนี้แสดงได้ลงตัวแล้วครับ ส่วนนักแสดงคนอื่นๆ ต่างทำหน้าที่ได้ดีทั้งสิ้น ไม่ว่าจะ Michael Gambon ที่มารับบท ดัมเบิ้ลดอร์ แทน Richard Harris ผู้ล่วงลับ ก็ทำได้ดีครับ และผมออกจะชอบสไตล์ของ Gambon มากกว่าหน่อยด้วย เพราะลุงแกบวกความต๊องๆ ใส่เข้ามา ซึ่งเป็นอะไรที่คล้ายในหนังสืออยู่

งาน ฉาก, Effect ก็โคตรเฉียบ โทนทั้งหม่นและได้อารมณ์สุดๆ ดนตรีก็โอเค ลูกเล่นทางเสียงเพลงก็เยอะดีครับ (โดยเฉพาะตอนรถเมล์ต้นเรื่องนั่น) ซึ่งก็ต้องชมผู้กำกับ Cuaron ล่ะครับ ที่ทำออกมาได้เฉียบดีมากๆ ได้อารมณ์แปลกใหม่และถึงเครื่องจริงๆ

แต่ทว่า … พอผมดูจบ ด้วยองค์ประกอบทั้งหลายที่น่าจะทำให้หนังมันสุดยอด แต่กลายเป็นว่า พอผมดูจบแล้วให้รู้สึกว่าหนังมันไม่เต็มอิ่ม รู้สึกขาดๆ เกินๆ ทางอารมณ์

ผมบอกแล้วนะครับ ว่าผมไม่เคยนิยายมาก่อนเลยก่อนที่จะดูเรื่องนี้เป็นครั้งแรกน่ะ แต่ผมดู 2 ภาคแรกรู้เรื่องครับ รู้สึกมันไม่ขาดอะไรเท่าไหร่ ทว่าพอดูภาคนี้จบ … ถ้าถามว่ารู้เรื่องมั้ยมั้ย คำตอบคือ ผมก็รู้ครับ เพราะหนังมันเล่ามาง่ายๆ อยู่แล้วล่ะ แต่ทว่าผมรู้สึกได้เลยว่าหนังมันโดนตัดรายละเอียดออกไปมากแน่ๆ เพราะมันสะดุดในหลายๆ จุด เอาแค่ความสัมพันธ์ระหว่างลูปิน (David Thewlis) กับซีเรียสนี่ ผมก็มึนกบาลแล้วล่ะครับ เพราะตอนที่ 2 คนนี้เข้าฉากกันในช่วงไคลแม๊กซ์ มันสุดยอดครับ เราจะได้เห็นการแสดงที่สุดยอดเกินคำบรรยายของ Oldman และ Thewlis ทั้งแววตา สีหน้า ท่าทาง หรือน้ำเสียง มันบ่งบอกชัดๆ เลยว่า ในอดีต 2 คนนี้ต้องมีอะไรต่อกันไม่ใช่น้อยๆ

แต่ปัญหาคือ ผมไม่รู้ว่า 2 คนนี้เคยมีอดีตอะไรต่อกันอ้ะ!!!!!

ตอนดูก็ได้แต่ตั้งคำถามน่ะครับ ท่ามกลางความตะขิดตะขวงใจ พอจบก็ออกมาอย่างงงๆ เลยมาถามเพื่อนที่เคนอ่านหนังสือแล้ว ปรากฏว่า โอ้ พระเจ้า 2 คนนี้ … ขนาดนี้เลยเหรอ ใครอ่านหนังสือแล้วคงทราบนะครับ ว่าเป็นไง แต่ผมไม่รู้อะไรเลย ไอ้แผนที่ ไอ้เนินนั่น ไอ้นายจันทร์เจ้า หางหนอน เท้าปุย เขาแหลม ไอ้อะไรต่อมิอะไรนั่น ผมไม่รู้ที่มาของมันเลยแม้แต่ประวัติความสัมพันธ์ระหว่างลิลลี่ กับ เจมส์ พอตเตอร์ (พ่อแม่ของแฮร์รี่) กับเพื่อนๆ ของพวกเขา ผมยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ และผมไม่ชอบเอามากๆ ก็ตรงนี้แหละ

และนี่เป็นสาเหตุประการสำคัญที่ผมต้องตบะแตก แหกปณิธานตัวเอง ไปซื้อแฮร์รี่ภาคนี้มาอ่านอย่างรวดเร็ว

แต่ตอนผมดูนั้นรายละเอียดก็ไม่มี อารมณ์แทนที่มันจะสุดๆ มันเลยสะดุดและงกๆ เงิ่นๆ ไปจนได้ ก็คนที่ไม่เคยอ่านมันไม่รู้ที่มาที่ไปนี่ครับ มันก็เลยแค่เรื่อยๆ แต่ไม่ผูกพันกับตัวละครเท่าไหร่ ทั้งๆ ที่ดาราทุกคนเล่นได้ดีมากๆ อืมม์ ผมก็ได้แต่เสียดายน่ะครับ เพราะเขาทำหนังออกมาแล้วอ้ะ

จริงๆ แล้วหนังสั้นเกินไป แค่ประมาณ 2 ชั่วโมง 10 กว่านาที ซึ่งบอกตรงๆ ว่าสั้นไป คือ จริงๆ แล้วจะมายืดอีก 1 ชั่วโมงให้มันเท่า Lord เลยก็ได้ ขอเพียงได้รายละเอียดครบ อารมณ์ก็จะตามมาเอง และหนังมีสิทธิ์เข้าชิงออสการ์กันเลยนะครับ ทำเป็นเล่นไป ไอ้เนื้อเรื่องที่โดนตัดออกไปจากหนังนั่นน่ะ มันเร้าอารมณ์และทำให้เรื่องราวของแฮร์รี่แน่นมากขึ้น น่าติดตามมากขึ้น แล้วยังเล่นกับอารมณ์ของแฮร์รี่ได้แบบสุดๆ อีกด้วย นี่ถ้าเอามาทำดีๆ หน่อยนะ … ออสการ์ครับ ได้เข้าออสการ์แน่ๆ และหนังต้องดีกว่าที่เป็นอยู่อย่างมาก

ผิดหวังมั้ย … มันก็มีบ้างครับ จริงๆ มันเสียดายมากกว่า เพราะหนังมันก็โอเคในระดับหนึ่งอยู่แล้วนะครับ แต่เพราะไอ้การตัดรายละเอียดนี่เอง หนังจึงเสียกระบวนไป ไม่น่าไปตัดเลยน่ะครับ อารมณ์เลยขาดกระจุย ไม่น่าเลยจริงๆ นา และพี่ Cuar’n แกทำดีอยู่แล้วอ้ะ ถ้ารายละเอียดครบนะครับ นี่ต้องเป็นตอนที่อัครมหาโคตะระดีแบบสุดๆ ไปเลยแหละ

สรุปว่าถ้าคุณ อยากดูหนังให้สนุก เห็นทีจะต้องอ่านนิยายกันก่อนครับ จะได้ซาบซึ้งเต็มที่ อย่างผมเงี้ย ดูรอบแรกรู้สึกเลยครับว่าผมเป็นตัวโง่งมชนิดหนึ่ง เพราะไม่รู้บ้าอะไรซักอย่างเลย นั่งเอ๋อยังกะเด็กขาดไอโอดีนจนหนังจบน่ะแหละ รู้เนื้อเรื่องแต่ก็รู้อีกนั่นแหละว่ามันไม่ใช่อ้ะ มันไม่ใช่เลย มันต้องมีอะไรมากกว่านี้ จนผมมานั่งอ่านหนังสือนี่แหละ ถึงค่อยยังชั่ว และพอเอาหนังมาดูซ้ำหลังอ่านหนังสือก็โอเคคับ รู้สึกว่าหนังโอขึ้น เข้าท่าขึ้น แต่มันก็อดเสียดายไม่ได้อยู่ดีน่ะแหละ

… แต่เจ๊ J.K. Rowling แกออกมาชมจังนะครับ ว่าภาคนี้ดีตรงใจแกมาก ทั้งๆ ที่ตัดรายละเอียดสำคัญ ๆ ออกไปตั้งหลายกระบุงเนี่ยนะเจ๊ ปกตินักเขียนนิยายคนอื่นเห็นนิยายตัวเองโดนตัดไปแค่จิ๊วเดียวก็เป็นเรื่อง ด่าแหลกแล้ว แต่เจ๊แกดันชมครับ

… หรือนี่จะเป็นวิธีการเพิ่มยอดขายให้หนังสือของเจ๊แกเอง (อย่างน้อยก็ได้เงินผมไปคนนึงแล้วล่ะ)

ครับ ตกลงว่าภาคนี้สุดยอดมากๆ ยกเว้นเนื้อเรื่องที่โดนตัดหลายๆ อย่างออกไปจนน่าเสียดาย แต่ก็ยังเป็นแฮร์รี่ภาคที่สนุกมากอีกอันครับ

สี่ดาวสำหรับเนื้อหาจากนิยายครับ แต่พอหนังมันตัดโน่นตัดนี่ จำนวนดาวก็ต้องโดนตัดไปด้วย

เหลือสองดาวครึ่งครับ

Star22(7.5/10)