Action

Raiders of the Lost Ark (1981) ขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า

A70-5922

จุดกำเนิดแห่งเรื่องราวของอินเดียน่า โจนส์ นักผจญภัยผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกภาพยนตร์นั้น เริ่มภายในหัวสมองของ George Lucas ครับ ราวปี 1973 เวลานั้นเขาปิ๊งไอเดียหนังชุดผจญภัยขึ้นมาสองเรื่อง

อันแรกคือตำนานสงครามอวกาศ ผจญภัยสไตล์ Flash Gordon (ที่กลายมาเป็น Star Wars ในเวลาต่อมา) อีกหนึ่งคือเรื่องของนักโบราณคดีฮีโร่สไตล์หนังชุดผจญภัยยุค 30 – 40 ตอนนี้ Lucas คิดชื่อออกมาเสร็จสรรพเลยครับว่า The Adventures of Indiana Smith โดยเอาชื่อ อินเดียน่ามาจากหมาของเขาเอง ส่วนนามสกุลสมิธก็ยืมมาจากตัวละครแนวฮีโร่คาวบอยที่แสดงโดย Steve McQueen เรื่อง Nevada Smith (1966) จากนั้นก็มานั่งร่างบทร่วมกับ Philip Kaufman ผู้กำกับและมือเขียนบทที่กำลังสร้างชื่ออยู่ในตอนนั้น โดย Kaufman เป็นผู้เสนอ Lucas ว่าสมบัติที่เหมาะจะเอามาเป็นพล็อตในเรื่องคือ หีบศักดิ์สิทธิ์ (Ark of the Covenant) ตามตำนานในคัมภีร์ไบเบิ้ล

นับว่า Kaufman มองได้ตรงเป้ามาก เนื่องจากหากอยากจะขายเรื่องราวแนวผจญภัยให้ชาวบ้านดูล่ะก็ การเอาสมบัติทั่วไปที่ไร้ที่มามันก็ไม่น่าสนใจเท่าไร แต่พอหยิบเอาขุมทรัพย์ลึกลับในตำนานความเชื่อ ที่ว่ากันว่ามีอยู่จริงมาเป็นเนื้อหา ความน่าดูและน่าเชื่อของหนังเลยเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่าพันทวี (Kaufman เองได้ยินตำนานนี้มาจากหมอฟันเมื่อตอนเด็กครับ แล้วเขาก็จำมันได้อย่างดีจนถึงตอนโตเลย)

ในตอนแรก Kaufman ว่าจะกำกับเรื่องนี้ให้ Lucas แต่พอดีที่ Clint Eastwood มาตาม Kaufman ไปช่วยเขียนบทหนังคาวบอยเรื่อง The Outlaw Josey Wales (1976) โปรเจคท์อินเดียน่า สมิธเลยพับไปชั่วคราว ส่วน Lucas ก็ไม่มีปัญหาเพราะลึกๆ พี่แกก็อยากทำ Star Wars มากกว่าอยู่แล้ว เลยใช้โอกาสนี้ตั้งสมาธิปั่นบท Star Wars จนเสร็จ แล้วก็ไปหาทุนกำกับจนสำเร็จดั่งใจ

ครั้นปฏิทินผ่านมาถึงเดือนพฤษภาคม ปี 1977 ตอนนั้น Lucas ก็ประสบความสำเร็จอย่างกินบรรยายไปกับ Star Wars เลยอยากจะหลีกหนีความวุ่นวายไปพักผ่อนที่ฮาวาย ระหว่างเดินเล่นริมหาดก็ประจวบเหมาะอย่างแรงที่เพื่อนเก่าแก่สมัยเรียนอย่าง Steven Spielberg กำลังพักผ่อนนั่งก่อปราสาททรายอยู่พอดี ทั้งคู่เลยสนทนาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบดันตามประสา เพราะต่างคนต่างก็ประสบความสำเร็จในโลกภาพยนตร์กันแล้ว

พอคุยๆ ไป Spielberg ก็ระบายความในใจที่คั่งค้างออกมาว่า แม้เขาจะมีผลงานทำเงินประสบความสำเร็จอย่าง Jaws ในมือ แต่ความฝันที่ยังไม่บรรลุคือ เขาอยากทำหนังเจมส์ บอนด์ 007 สักครั้งมาตั้งแต่เริ่มศึกษาวิชาภาพยนตร์แล้ว พร้อมเอ่ยปากถาม Lucas ว่ามีทางติดต่อ Albert R. Broccoli (ผู้อำนวยการสร้างหนัง 007) บ้างรึเปล่า ปรากฏว่า Lucas ตอบกลับไปทันทีว่า “นี่ แต่ผมมีของดีกว่านั้นให้คุณทำนะ” ซึ่งก็ไม่ใช่อื่นใดนอกจากเรื่องการผจญภัยของอินเดียน่า สมิธ ในหนังที่ชื่อว่า Raiders of the Lost Ark

เมื่อ Lucas เล่าพล็อตจบ Spielberg ก็ออกอาการชอบทันที ตามด้วยการตบปากรับคำว่าหาก Lucas จะทำจริงๆ เขาก็พร้อมกำกับให้ แต่มีข้อแม้อย่างเดียวว่า นามสกุลของตัวเอกที่ใช้ “สมิธ” นั้น ช่วยแก้ไขให้ได้ไหม เพราะมันฟังไม่รื่นหู ไม่ค่อยดูเป็นนักผจญภัยเท่าไร มันให้อารมณ์เป็นนักบัญชีหรือไม่ก็พระเอกหนังโรแมนติกเสียมากกว่า Lucas ก็ไม่คัดค้าน เสนอ “โจนส์” มาแทน เป็นอันว่าสองคนเห็นตรงกัน ได้ชื่อพระเอกของเรื่องเป็น อินเดียน่า โจนส์ กับชื่อเล่นเรียกสั้นๆ ว่า อินดี้

ปีต่อมา (1978) Lucas ก็เริ่มเดินเครื่องสองโปรเจคท์สุดรักทันที ได้แก่ The Empire Strikes Back ภาคต่อของ Star Wars โดยตามเอา Leigh Brackett ยอดนักเขียนบทภาพยนตร์แนวไซไฟระดับตำนานมาช่วยทำ แต่เขาก็มาเสียชีวิตไปโดยบทยังไม่ทันเรียบร้อย Lucas ก็เลยต้องเมียงมองเอาเด็กหนุ่มหน้าใหม่ Lawrence Kasdan มาช่วยปั่นบทต่อ ปรากฏว่าบทออกมาเข้าท่าอย่างยิ่ง (ซึ่งภาค Empire นี่ได้ชื่อว่าเป็น SW ภาคที่ยอดเยี่ยมที่สุด) Lucas เลยตัดสินใจมอบหน้าที่ร่างบทหนังอินดี้ภาคแรกให้อีกหนึ่งงาน

ทั้ง Lucas, Spielberg และ Kasdan นัดมานั่งประชุมกัน 5 วันติดเพื่องัดไอเดียออกมาบรรจุลงในบท แต่ละไอเดียก็บรรเจิดมากครับ อย่าง Spielberg ก็อยากให้มีฉากไล่ล่ายิ่งใหญ่สไตล์หนังเจมส์ บอนด์ ส่วน Lucas ก็เพิ่มฉากทางน้ำเข้ามา พร้อมด้วยลิงที่เป็นไส้ศึก และฉากที่ แมเรียน ราเวนวู้ด (Karen Allen) นางเอกของเรื่องตั้นหน้าอินดี้โทษฐานที่ทิ้งเธอไป

แล้วทีนี้พอคุยกันไปเรื่องก็เริ่มอลังการขึ้น เพราะมีฉากไล่ล่าในเหมือง, สู้กับแก๊งมาเฟียในเซี่ยงไฮ้ ตามด้วยฉากสุดเว่อร์ที่ให้อินดี้โดดจากเครื่องบินลงมาหล่นปุ๊บนแพ เรียกว่ามีการยัดฉากผจญภัยประดามี กะให้คนดูถึงใจพระเดชพระคุณกันไปข้างหนึ่ง แต่ Kasdan แย้งขึ้นมาว่าเนื้อเรื่องขนาดนี้ได้ยาวสามชั่วโมงกว่าแน่ๆ เลยต้องมีการตัดเอาสามฉากหลังไว้ใช้ในภาคต่อแทน

ในเรื่องคาแร็คเตอร์ของอินดี้นั้น ทั้ง Lucas กับ Spielberg มองต่างมุมกันเล็กน้อย โดย Spielberg อยากให้ อินดี้เป็นเพลย์บอย แต่  Lucas เห็นตรงกันว่าควรให้อินดี้เป็นศาสตราจารย์และนักโบราณคดีเพราะมันจะเข้าแนวกับเนื้อเรื่องมากกว่า ขณะเดียวกัน Spielberg ก็อยากให้อินดี้มีด้านมืด เป็นนักผจญภัยที่ติดเหล้าแบบเดียวกับบท เฟรด ซี. ด็อบส์ (Humphrey Bogart) ใน The Treasure of the Sierra Madre (หนังดราม่าว่าด้วยคนกลุ่มหนึ่งหาทางรวยลัดด้วยการขุดทอง ก่อนจะนำมาสู่การหักหลังกันเอง) ขณะเดียวกันก็อยากให้ผู้พันอาร์โนลด์ ท็อต วายร้ายโรคจิตของเรื่องมีแขนเป็นหุ่นยนต์อีก ประเด็นนี้ Lucas ก็เห็นว่าเรื่องมันชักจะออกแนวไซไฟเกินไปหน่อย เสนอให้ลดประเด็นด้านมืดของอินดี้ให้เบาลง แล้วก็ทำหนังหนักมาทางผจญภัยมากกว่าไซไฟจะลงตัวกว่า

เมื่อบทเข้าที่เข้าทาง Lucas ก็ทำ The Empire Strikes Back เสร็จพอดี เตรียมนำออกฉาย ระหว่างนั้นก็เลยติดต่อหาค่ายหนังให้มาเป็นนายทุนกับ Raiders of the Lost Ark แต่ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อผลงานล่าสุดของ Spielberg เรื่อง 1941 (1979) ล้มไม่เป็นท่า ลงทุนไป $35 ล้าน ได้มาไม่เท่าทุน กลายเป็นตราบาปสำคัญในชีวิตกำกับของเขาไปเลย

ทีนี้สตูดิโอต่างๆ ก็พากันถอยไม่แน่ใจในศักยภาพของ Spielberg ขึ้นมาทันที แต่ Lucas ก็ไม่ยอมแพ้ครับ หาทางเจรจาจนได้ค่ายดาวภูเขา Paramount Pictures มาเป็นนายทุนให้ โดยมีสัญญาว่า Lucas และ Spielberg ต้องทำอินดี้ตอนต่ออีก 4 ภาคตามมาให้ค่าย Paramount ด้วย

เมื่อเจรจาต้าอ้วยเป็นอย่างดีแล้ว ทุน $20 ล้านก็ไหลมาสู่มือของ Lucas ก็เริ่มกระบวนการถ่ายทำ ปัญหาใหญ่ที่สุดของการทำก็มีแค่ว่า จะเอาใครมาเป็นอินเดียน่า โจนส์ดี สำหรับ Spielberg แล้ว ตัวเลือกแรกและตัวเลือกเดียวของเขาคือ Harrison Ford แต่จนแล้วจนรอดคนที่ออกโรงค้านก็คือ Lucas นี่แหละ ไม่ใช่เพราะเขาไม่ชอบ Ford นะครับ แต่เนื่องจาก Ford ได้เล่นหนังของ Lucas มาตลอดสองเรื่องติด ทั้ง American Graffiti (1973) และ Star Wars แล้วนี่ยังมีเรื่อง Empire รออีก เดี๋ยวใครต่อใครจะครหาว่า Lucas เล่นเส้นใช้พรรคพวกเล่นหนังตัวเอง

Lucas เลยเสนอดาราหน้าใหม่แต่หน่วยก้านไม่เลวนามว่า Tom Selleck ขึ้นมาแทน ซึ่งขานั้นก็ตอบตกลงและยินดีอย่างยิ่ง พร้อมเล่นให้ทุกเมื่อ แต่ก็เกิดปัญหา เพราะ Selleck ดันไปเซ็นสัญญาแสดงหนังซีรี่ส์นักสืบนักบู๊แห่งเกาะฮาวายเรื่อง Magnum, P.I. อยู่ และทางผู้สร้างซีรี่ส์ที่ว่าก็ไม่ยอมปล่อย Selleck ไปแสดงหนังเรื่องไหนทั้งสิ้น เขาเลยจำต้องสละสิทธิ์อย่างน่าเสียดาย (แล้วมารู้เอาทีหลังว่าจริงๆ แล้ว ทางผู้สร้างกั๊กตัวไว้ครับ เพราะซีรี่ส์มันเริ่มถ่ายทำตอนที่ Raiders เขาทำเสร็จไปไหนๆ แล้วน่ะ)

แต่นับเป็นโชคดีของ Ford ที่เขาได้รับบทในตำนานไปจนได้ ถ้าว่ากันในแง่หนึ่งใครต่างใครต่างก็ชื่นชอบในตัว Ford ที่ดูเหมาะกับบทอินเดียน่า โจนส์อย่างยิ่ง ไปได้ดีทั้งตอนแต่งหล่อเป็นอาจารย์สอนหนังสือ และดูเท่ห์ฉลาดมีสมองและฝีมือเมื่อต้องสวมชุดภาคสนามกับหมวกพร้อมถือแส้

ในที่สุดหนัง Raiders of the Lost Ark ก็ถ่ายทำจนสำเร็จออกสู่สายตาผู้ชมเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 1981 และก่อกระแสความนิยมหนังแนวผจญภัยขึ้นมาในทันที กับเรื่องราวที่คนดูต้องมนต์ทันทีในฉากแรกสุดคลาสสิก ที่เปิดตัวอินเดียน่า โจนส์ ได้อย่างสุดยอดตื่นเต้น เมื่อเขาต้องผจญภัยฝ่าด่านกับดักเข้าไปนำขุมทรัพย์ออกมาจากถ้ำ ฉากหินยักษ์ที่กลิ้งลงมาไล่ทับอินดี้ยังคงสร้างความเร้าใจให้ผู้ชมมาจนถึงปัจจุบัน

ส่วนเนื้อเรื่องหลักก็เล่าย้อนไปปี 1936 โดยมีทางการอเมริกันมาขอความช่วยเหลือให้อินเดียน่าออกตามหา หีบศักดิ์สิทธิ์ ที่บัดนี้พวกเยอรมันนาซีกำลังต้องการมันไปเพื่อสร้างอำนาจให้กองกำลังตนเองและแสดงแสนยานุภาพ ประกาศชัยชนะเหนือศาสนาด้วยการครอบครองสิ่งของที่เป็นเสมือนตัวแทนของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้เจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับของอเมริกันจึงต้องการให้อินดี้ออกโรงชิงมันตัดหน้าพวกนาซีโดยเร็วที่สุด

แล้วหนังก็ยัดเอาสารพัดฉากการผจญภัยตรึงอารมณ์ การตามล่าขุมทรัพย์ที่อลังการและอัดแน่นไปด้วยแอ็กชัน (ครบสูตรหนังเจมส์ บอนด์แบบที่ Spielberg หมายมั่นไว้แต่แรกเริ่ม) กับมุกฮาๆ แทรกมาตลอดทั้งเรื่อง ก่อนจะปิดท้ายด้วยฉากสุดตะลึง เมื่อหีบศักดิ์สิทธิ์สำแดงอำนาจของมันออกมา

ถ้าถามว่าอะไรคือหมัดเด็ดของ Raiders of the Lost Ark บางคนค่อนขอดว่าที่ดังก็เนื่องจากชื่อคนทำมาบวกกับว่าหนังแนวผจญภัยแบบนี้ไม่ได้มีให้เห็นมานานนมแล้ว แต่หากวิเคราะห์ดูดีๆ จะพบว่าหนังมีองค์ประกอบที่ทรงพลังมาก นอกจากสไตล์การผจญภัยและฉากสนุกๆ มากมาย ยังมีตัวละครดีที่เด่นและคนดูพากันจำได้ทันทีที่เห็นหน้า ไม่ว่าจะอินดี้, แมเรียน คนรักของอินดี้ ที่สวยแต่แกร่งไม่แพ้ชาย, ดร.เรเน่ เบลล็อก (Paul Freeman) ขั้วตรงข้ามของอินดี้ ที่หวังแต่ได้สมบัติมาเพื่อผลประโยชน์และเงินทองเท่านั้น ในขณะที่อินดี้หาสมบัติเพื่อยัดเข้าพิพิธภัณฑ์แต่เพียงอย่างเดียว ไม่เคยคิดครอบครองแม้แต่น้อย

ยังมี ซัลลาห์ (John Rhys-Davies) ฉายานักขุดผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนไอยคุปต์ เพราะพี่แกขุดได้หมด ไม่ว่าจะอะไรขอให้อยู่บนแผ่นดินอียิปต์เป็นพอ ซ้ำยังมีเส้นสายกระจายไปทั่วอีกด้วย, มาร์คัส โบรดี้ (Denholm Elliott) เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์เพื่อนซี้ของอินดี้ ที่คอยเพิ่มอารมณ์อบอุ่นแกมขบขันให้กับหนัง และ ท็อต (Ronald Lacey) ผู้ร้ายนาซีหน้าตาบอกยี่ห้อที่อำหมิตอย่างสุดประมาณ ทั้งหมดนี่ช่วยกันทำให้หนังอินดี้มีกลุ่มตัวละครที่แข็งมากเรื่องหนึ่ง

แต่ที่เด็ดดวงเหนืออื่นใด คือการทำให้หนังผจญภัยเรื่องนี้ชวนติดตาม สามารถดึงคนดูให้จมไปกับเรื่องราวได้อย่างน่าปรบมือเป็นที่สุด

อันว่าหนังผจญภัยล่าขุมทรัพย์นั้น มีสิ่งหนึ่งที่คนทำหนังมักเข้าใจผิดเสมอว่า หนังผจญภัยที่ดีต้องมีฉากโลดโผนมากๆ มี Effect ตระการตา ซึ่งในแง่หนึ่งมันจริงครับ แต่นั่นมันแค่เรื่องภาพ การจะทำหนังผจญภัยให้ถึงวิญญาณมันต้องตีโจทย์ให้แตกว่าทำอย่างไรคนดูถึงจะอินไปกับเรื่องราว ทำอย่างไรคนดูถึงจะเชื่อว่าสมบัติที่พระเอกตามหานั้นมีอยู่จริง เพราะยิ่งเชื่อเป็นตุเป็นตะเท่าไร คนดูก็จะพลอยลุ้นและเอาใจช่วยมากขึ้นเท่านั้น (อันเป็นสูตรเด็ดที่ทำให้ The Da Vinci Code และ National Treasure ประสบความรุ่งเรืองเป็นอย่างดีครับ)

Raiders of the Lost Ark ต้องถือว่าซัดคนดูอยู่หมัด เพราะมีการทำการบ้านผนวกตำนานทั้งจากพระคัมภีร์เข้ากับเรื่องที่แต่งขึ้นอย่างกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วก็เอามาบอกเล่าทิ้งปมให้คนดูอยากรู้ต่อไปว่าหีบที่ว่านี่มีความลับประการใดบ้าง

ฉากเจ๋งที่เริ่มเล่าตำนานหีบ โดยอินดี้เป็นคนลงมือเล่าด้วยตัวเอง ว่าหีบศักดิ์สิทธิ์นี้ว่ากันว่าภายในได้บรรจุบัญญัติสิบประการ อันเดียวกับที่โมเสสนำลงมาหลังจากไปพบกับพระเจ้าบนยอดเขาไซนายห์ (Mount Sinai) ตามตำนานได้ระบุไว้ว่าหีบนี้หากใครครอบครองและใช้มันนำหน้ากองทัพใดแล้วล่ะก็ กองทัพนั้นจะไม่มีวันแพ้พ่าย และหากหีบนี้ผันผ่านไปยังเขตแดนใด ที่นั้นจะถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง

หนังตั้งคำถามใส่หน้าคนดูแต่เริ่มว่า “อะไรอยู่ในหีบกันแน่?” พร้อมทั้งได้แรงส่งจากดนตรีระดับมาสเตอร์พีซของ John Williams อันนี้ขอลองให้ไปฉากอินดี้เล่าตำนานหีบให้ดี ท่านจะได้ยินดนตรีที่ให้อารมณ์หลอนขนลุก ราวกับสื่อเป็นนัยๆ ว่าอินดี้กำลังจะได้พบกับอำนาจที่น่าสะพรึงของหีบ!

นี่คือสิ่งที่หนัง Adventures สารพัดเรื่องทำไม่สำเร็จครับ เอาแต่ใส่ฉากผจญภัยอย่างเดียว แต่ขาดตำนานที่น่าเชื่อ ทว่า อินเดียน่า โจนส์ทำได้ครับ เขาไม่ทอดทิ้งคนดูให้ค้างเติ่งอยู่หน้าจอหนัง แต่เขาดึงผู้ชมให้ร่วมผจญภัยไปด้วย จัดการลบเส้นบางๆ ระหว่างโลกเซลลูลอยด์และโลกจริงๆ ออก เชื่อมมันด้วยความเชื่อและเรื่องเล่า… สุดยอดครับ สุดยอดแบบที่หาหนังเรื่องไหนทำอีกไม่ใคร่จะมีเลยจริงๆ

แล้วไงล่ะครับ หนังดังสุดกู่ ทำเงินสูงสุดประจำปี 1981 โกยไปทั่วโลกถึง $384,140,454 เหรียญ ทุนแค่ยี่สิบล้าน กำไรแค่ไหนคูณหารกันเอาเอง (แต่ห้ามคูณด้วย 31 ครับ มันจะกลายเป็นเงินไทยและท่านจะอิจฉาตาลุกได้)

อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างมากคือฉากจบของหนัง ที่ฉายให้เห็นภาพโกดังลับของรัฐบาลอเมริกาที่บรรจุของลึกลับมากมายไม่รู้กี่ร้อยชิ้น ถือเป็นการจบที่เอาใจผู้ชมอย่างแรง เพราะยุคนั้นชาวอเมริกันเชื่อว่ารัฐบาลของตนมีองค์กรลับคอยปิดบังความจริงให้พ้นจากหูตาของประชาชน การสรุปเรื่องแบบนั้นเลยสาแก่ใจผู้ชมเป็นพิเศษ!

นับว่าแปลกดี เพราะหนังนั้นมีตัวเอกเป็นอเมริกันฮีโร่ที่ออกโรงพิทักษ์ทุกชีวิต มีชัยเหนือกองทัพนาซีท้ายที่สุด แต่ก็ยังอุตส่าห์มีฉากจบแอบจิกกัดอเมริกันอีก… คนละอารมณ์แต่ยังออกมากลมกล่อม ไม่นับถือคงไม่ได้แล้วล่ะ

Raiders of the Lost Ark กลายเป็นสุดยอดหนังผจญภัยในตำนานที่นักดูหนังคนไหนไม่เคยได้ชมก็คงเรียกตัวเองว่าเป็นนักดูหนังได้ไม่เต็มปาก ครบรสและสนุกสนานเกินร้อย อีกทั้งยังวางมาตรฐานใหม่ให้กับโลกแห่งภาพยนตร์แนวผจญภัยสไตล์แอดเวนเจอร์

แต่อย่างที่รู้กันครับว่าเรื่องราวของศาสตราจารย์นักผจญภัยยังไม่จบแค่นี้ มันยังมีตอนต่ออีกสาม ซึ่งเบื้องหลังและตำนานของภาคต่อๆ ไปก็สนุกน่าติดตามไม่แพ้ตัวหนังจริงๆ เลยนะครับ แน่นอนว่าเรื่องต่อไปที่ผมจะเอามาฝากก็เตรียมพบกับที่มาแห่ง Indiana Jones and The Temple of Doom ที่ยังมีอีกหลายเรื่องที่คุณอาจยังไม่ทราบ ตัวอย่างเช่น ภาค Temple of Doom นั้นแท้จริงแล้วเป็นภาคก่อนหน้า ไม่ใช่ภาคต่อดังที่เข้าใจกัน และบทร่างดั่งเดิมก็เกือบจะนำพาอินดี้ของเราไปพบกับซุนหงอคง พญาวานรแห่งเทพนิยายไซอิ๋ว อีกต่างหาก เออ มันไปกันได้ยังไงล่ะเนี่ย โปรดติดตามตอนต่อไปครับ

ส่วนภาคนี้ก็รับไปสี่ดาวเถอะครับ

(9/10)

ส่วนอันนี้คือบทความดั้งเดิมที่ผมเคยเขียนไว้ครับ

ประมาณต้นยุค 70 George Lucas ได้มีความคิดอยากทำหนังออกมาด้วยกัน 2 แนว แนวแรกนั่นคืออยากทำหนังแนวผจญภัยในอวกาศแบบ Flash Gordon ซักเรื่อง (แล้วผลที่ได้คือ Star Wars นั่นเอง) และอีกความคิดคือหนังแนวผจญภัยโดยเขาและ Philip Kaufman ได้สร้างเค้าโครงเรื่องของการผจญภัยของนักโบราณคดีรายนึงขึ้นมา แต่ก็พักโปรเจคท์ไว้ โดยที่ตัวเขาเองได้เดินไปจับงาน Star Wars ให้เป็นเรื่องเป็นราวก่อน

จากนั้นปี 1977 หลังจาก Star Wars เพิ่งเปิดตัวและประสบความสำเร็จไปใหม่ๆ นั้น พี่ George ของเราก็ได้ไปพักผ่อนเที่ยวฮาวายกับเพื่อนซี้อย่าง Steven Spielberg โดยที่ Spielberg ได้เปิดประเด็นโดยการบอกความในใจว่า เขาเองนั้นอยากจะกำกับหนังเจมส์ บอนด์ 007 ซักครั้งนึง พอถึงตรงนี้พี่ George เราก็เปิดบทสนทนาเข้าประเด็นทันทีเลยว่า “งั้นทำไมไม่ทำเป็นหนังบอนด์แนวใหม่ไปเลยล่ะ” ซึ่งพี่แกก็หมายถึง ทำไมไม่สร้างตำนานใหม่ของตัวเองขึ้นมาซะเลย และหลังจากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มคุยเป็นเรื่องเป็นราวในการที่จะนำเอาบทหนังที่ ชื่อว่า Raiders of the Lost Ark มาทำเป็นหนังใหญ่ซะ

หนังก็ว่าด้วย เรื่องของ ดร.อินเดียน่า โจนส์ (Harrison Ford) อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีที่ชอบตามล่าหาขุมทรัพย์ล้ำค่าต่างๆ จากทั่วโลก และครั้งนี้เขาต้องตามหาหีบแห่งบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ที่ว่ากันว่า ผู้ใดได้ครอบครอง ผู้นั้นจะสามารถเอาชนะได้ในทุกสงคราม และขณะนี้ ฮิตเลอร์ได้ส่งคนมาตามหามัน ดร.โจนส์ต้องรีบค้นมันให้พบก่อนที่พวกนาซีจะเอามันไปได้

แรกเริ่ม นั้นคนที่จะมารับบทเป็นดร.โจนส์ไม่ใช่ Ford หรอกครับ รายที่ว่ากันว่าน่าจะมาเป็นก็คือ Tom Selleck แต่ทว่า Selleck ดันติดสัญญากับซีรี่ส์เรื่อง Magnum, P.I. อยู่ เลยชวดไปเลยครับ ซึ่งนี่ก็เป้นเรื่องราวที่มีการกล่าวขานกันเรื่อยมาในวงการ Hollywood สำหรับการพลาดครั้งสำคัญของพี่ Selleck ซึ่งหากเขารับเล่นก็ต้องดังแบบไม่ต้องสงสัยล่ะครับ แต่พอเขาไม่ไ่ด้เล่นนี่ ดูสิครับ จวบจนปัจจุบันพี่แกก็ไม่ดังเป็นเรื่องเป็นราวซะที นี่จึงถือเป็นความผิดพลาดครั้งสำคัญของ Selleck เลยก็ว่าได้ (ไม่รู้สิครับ ผมก็ออกจะสงสารพี่แกอยู่เหมือนกันครับ บุญมีแต่กรรมดันมาบัง)

แล้ว Ford ก็ได้บทไป ซึ่งในความจริงแล้ว Spielberg อยากได้ Ford มาตั้งแต่แรกแล้วล่ะครับ แต่ที่ต้องให้ Selleck แทรกเข้ามาก็เพราะว่า Lucas คัดค้าน เนื่องมาจาก Ford นั้นเคยร่วมแสดงนำในหนังของ Lucas มาแล้วถึง 2 เรื่องนั่นคือ American Graffiti ในปี 1973 และ Star Wars ในปี 77 Lucas ไม่อยากใช้คนซ้ำซ้อนน่ะครับ จะว่างั้นก็ได้ แต่สุดท้ายบทก็มาตกอยู่ที่ Ford อยู่ดี (ดวงมันได้ครับ อะไรก็ยั้งไม่อยู่)

ผลที่ได้ออกมาคือความ สนุกสุดขั้วครับ กับเรื่องราวการผจญภัยที่ Non-Stop ตั้งแต่ต้นจนจบ แค่ฉากเปิดก็ถึงใจแล้ว ดร.โจนส์ต้องไปเอาสมบัติในถ้ำครับ พี่แกต้องเจอทั้งแมงมุม ทั้งกับดักและลูกดอกอีกเพียบ แต่จากนั้นก็มีการพักครู่หนึ่งแล้วก็เข้าสู่เรื่องหลัก นั่นคือการตามล่าหาหีบแห่งบัญญัติศักดิ์สิทธิ์ ก็มีการบรรยายรายละเอียดและตำนานของหีบซึ่งจุดนี้ยอมรับว่าทำได้ดีมากๆ ครับ เพราะมันน่าเชื่อถือ และเป็นการดึงคนดูเข้าสู่โลกของอินดี้ไปในตัว ต่อจากนั้นมาจะเกิดอะไรขึ้นคนดูก็โอเคแล้วล่ะครับ (นี่ มันต้องแบบนี้ มันต้องเล่าแล้วทำให้คนดูเชื่อเป็นตุเป็นตะแบบนี้นี่แหละ ถึงจะมันส์)

ต่อ มาเรื่องราวก็ผจญภัยไปตลอดเลยครับ จากนี่ไปโน่น มีแอ๊คชั่น มีความลับและการสนทนาเจ๋งๆ แทรกเข้ามาเรื่อยๆ หนังเลยดูเพลินสุดๆ รวมไปถึงความลับเรื่องขุมทรัพย์ที่ยิ่งรู้ก็ยิ่งพิศวงและสงสัยในอำนาจของหีบ นี้มากขึ้น จนท้ายสุดเมื่อเรื่องมาถึงจุดสรุปเราก็ได้ประจักษ์ถึงสิ่งที่อยู่ในหีบและ ต้องทึ่งครับ กับการตีความพลังแห่งหีบออกมาในรูปนี้ ซึ่งทำออกมไาด้ยอดเยี่ยมและเจ๋งมากจริงๆ

ตัวหนังนั้นยอดมากครับ บทแน่น การผจญภัยก็มีลุ้นตลอด ฉากนี่ก็ถึงฟอร์มแบบไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะฉากในถ้ำตอนต้น ฉากห้องลับใต้ทะเลทรายหรือทีไ่หนๆ ก็ตาม ทุกอย่างดูสมจริงและสวยงามอย่างยิ่งจริงๆ ครับ ดนตรีของ John Williams ก็เหนือคำบรรยายใดๆ นี่คืองานที่โดดเด่นสุดๆ อีกชิ้นของเขาเลยล่ะครับ

และ สำหรับผู้ที่สงสัยว่า Spielberg มีฝีมือจริงหรือ เพราะคนที่ได้ดูงานระยะหลังๆ ของเขาอาจตะตะขิดะขวงใจ แต่ขอให้รู้ไว้ครับว่าเมื่อก่อนเขาสุดยอดมากๆ และเรื่องนี้ก็คือสุดยอดนั่นเอง กับความสนุกที่มาตลอดทั้งเรื่อง ฉากต่อฉาก การต่อเรื่อง มุขตลกต่างๆ ทุกอย่างลงตัวแบบยอดมากๆ ครับ

Ford ก็โคตรเยี่ยมจนแทบไม่ต้องอธิบายอะไรอีกแล้ว บทไหลดีมากๆ, Paul Freeman กับบท ดร.เบลล็อก คู่แข่งของโจนส์ก็โฉดแต่ไม่ชั่วได้สมบทมากครับ พี่แกดูขี้โกงมากๆ แต่ก็ไม่ใช่คนที่จ้องจะเลวท่าเดียว เขายังมีความเป็นคนอยู่แม้จะน้อยก็ตาม แต่ก็มีหลายฉากทีเดียวครับที่หนังได้เพิ่มมิติให้กับเขา, Karen Allen ในบทนางเอก แมเรียน เรเวนวู้ดก็ไม่มีปัญหาใดๆ ครับ ดูแก่นดูห้าวดีจริงๆ ส่วน John Rhys-Davies ผู้รับบทเป็นซัลล่าห์เพื่อนร่างอ้วนของอินดี้ และ Denholm Elliott ในบท ดร.มาร์คัส โบรดี้ เพื่อนอาจารย์ที่โรงเรียนเดียวกับอินดี้ 2 คนนี้ช่วยเพิ่มอารมณ์ขันและความอบอุ่นให้กับหนังได้อย่างพอดิบพอดีจริงๆ ครับ และอีกคนคือ Alfred Molina หรือพี่ดร. ฮ็อคโทปัสแห่ง Spider-Man 2 ก็เคยมาเล่นเป็นบทเล็กๆ ในเรื่องนี้ครับ เขาคือลูกน้องของอินดี้เมื่อตอนเข้าถ้ำในช่วงต้นนั่นเอง (บางคนบอกจำไม่ได้ก็มี แต่ก็จริงครับ ช่วงนั้นพี่แกยังดูเป็นจับกังอยู่เลยอ้ะ)

และที่ไม่ชมไม่ได้ก็คือ ทั้ง Lucas, Kaufman, Lawrence Kasdan (พี่แกมาเกลาบทจากมือสองคนแรกอีกทีครับ) และ Spielberg ก็คงต้องขอยอมรับครับว่าพวกพี่แกไม่น่าจะใช่คนจริงๆ แล้วล่ะ คิดได้ดี แต่งได้ยอด และยังนำเสนอได้เยี่ยมอีก แน่ครับ แน่จริงๆ ผมนับถือเลยครับ ยิ่งตอนจบผมยิ่งสะใจแบบสุดๆ ไปเลยล่ะครับ

ทุกๆ ส่วนมันลงและสอดประสานกันครับ จนไม่น่าแปลกใจที่หนังจะดังตลอดกาลขนาดนี้ ใครไม่เคยดูต้องดูครับ ยิ่งถ้าเป็นคอหนังผจญภัย ต้องบอกว่าห้ามพลาดอย่างแรงครับ สนุกและเพลินมากแน่ๆ