รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Princess Diaries 2: Royal Engagement (2004) บันทึกรักเจ้าหญิงวุ่นลุ้นวิวาห์

B00063KGPU.01._SCLZZZZZZZ_

คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าผมชอบภาคแรกมากขนาดไหน ก็แค่ดูในโรงไป 6 รอบ และดาวที่ให้ก็เยอะอีกต่างหาก จนยกให้เป็นหนังในดวงใจอีกเรื่องในชีวิตของผมครับ แต่นั่นเอาไว้มาพูดทีหลัง เพราะตอนนี้ขอพูดถึงภาคนี้ก่อน

ภาคนี้ก็เป็น 5 ปีหลังจากตอนแรกครับ อมิเลีย มิงโยเน็ตต์ เธอมาโปลิส เรอนัลดี้ (Anne Hathaway) เจ้าหญิงแห่งเจโนเวียก็สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาแล้วครับ ก็กลับมารับตำแหน่งราชินี แต่เผอิญดันมีกฏมณเฑียรบาลว่า ผู้ที่จะขึ้นเป็นราชินีได้ต้องอภิเษกสมรสแล้วเท่านั้น มิอา เลยต้องรีบหาเจ้าชายมาแต่งให้ได้ในเวลา 30 วัน มิเช่นนั้น นิโคลัส เดเวอโรซ์ (Chris Pine) จะขึ้นครองราชย์แทน

หนังภาคแรกนั้นผมชอบ ไม่ใช่เพราะแค่นางเอกสวย เรื่องชวนฝันหรืออะไรหรอกนะครับ แต่เพราะมันมีปมของความเป็นวัย Teenage อยู่อย่างน่าสนใจ ภาคแรกก็กล่าวถึงการก้าวขั้นจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ แต่ระหว่างการก้าวนั้น มันก็จะทำให้ผู้ที่กำลังก้าว เดินมาสู่ช่วงที่เรียกว่า “วัยรุ่น” ซึ่งมันไม่ง่ายเลยแม้แต่น้อยที่จะปฏิบัติอะไรให้ถูกให้ควร …

ให้ถูกต่อสถานการณ์น่ะไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าจะให้ถูกใจผู้หลักผู้ใหญ่ล่ะก็ยากเหลือล้น

ถ้าผมจะพูดถึงสิ่งที่ได้รับจากหนังเรื่องนี้ในภาคแรกนี่ คงยาวน่ะครับ ดังนั้นข้ามช็อตมาพูดภาคนี้เลยแล้วกัน ซึ่งผมชอบครับ แต่ชอบภาคแรกมากกว่า เพราะภาคแรกมันยังลงตัวกว่า ทุกส่วนค่อนข้างพอเหมาะและมีอะไรให้คิดมากมายอยู่ พอมาภาคนี้ ดูเอาเพลินมากกว่าครับ สาระอาจจะไม่ค่อยมีน้ำมีเนื้อซักเท่าไหร่ แต่แรงขับของตัวละคร ผมว่ามีที่มาที่ไปครับ อย่างเช่นการที่มิอาต้องมารีบหาเจ้าบ่าวใน 30 วัน ถ้าว่าตามจริง ผู้หญิงยุคใหม่อย่างมิอาก็ไม่น่าจะไปทำตาม เพราะมันคลุมถุงชนขนานแท้ แต่สุดท้ายเธอก็ยอม … เพราะอะไร

ก็เพราะเธอเลือกทางนี้แล้วไงครับ เธอรู้ว่าเธอเป็นเจ้าหญิง เมื่อ 5 ปีก่อน และเธอก็เกือบจะหนีมันไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ด้วยคำพูดของควีนแคลริซ (Julie Andrews) ย่าของเธอ, โจเซฟ (Hector Elizondo) บอดี้การ์ดที่คอยให้กำลังใจเธอตลอดมา, แม่ของเธอ (Caroline Goodall) และที่ขาดไม่ได้คือ ลิลลี่ มอสโควิทซ์ (Heather Matarazzo) เพื่อนสนิทของเธอ ทุกคนได้พูดและให้อะไรดีๆ กับเธอมากมายจนรู้ว่า หากเธอหนีจากการเป็นเจ้าหญิงไป มันคือการหนีจากตัวเอง จากสิ่งที่เธอเกิดมาเป็น จากสิ่งที่พ่อของเธอเคยเป็น และหนีจากประชาชนชาวเจโนเวียที่กำลังรอคอยผู้นำคนใหม่ของพวกเขา เธอจึงตัดสินใจ รับตำแหน่งเจ้าหญิงไป

พอมาภาคนี้ เธอได้รู้อีกเรื่องคือ ตระกูลเรนัลดี้ ครองราชย์มาหลายร้อยปี หลายรุ่นรวมถึงพ่อและย่าของเธอด้วย หากเธอสละบัลลังก์ไป ก็เท่ากับทำให้ประวัติการครองราชย์ของตระกูลเธอสิ้นสุดลง

ถ้าถามว่าเธอจะทิ้งตำแหน่งได้มั้ย … คำตอบคือได้ ไม่ยากซักหน่อย มันเป็นสิทธิ์ของเธอ

แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น เท่ากับว่า การที่เธออุตส่าห์กล้ารับตำแหน่งเจ้าหญิง อุตส่าห์เรียนรัฐศาสตร์มาตั้งหลายปี ที่เธอทุ่มไปตั้งมากมาย มันก็ไร้ค่าและเสียเปล่าทั้งหมด …

ดังนั้น ทำอะไรแล้ว มันก็ต้องถึงที่สุด ….. นี่แหละ มิอา จากตอนจบของภาคแรกล่ะ

เหตุการณ์ ต่อมา คือ เรื่องฮาๆจากการพบกับเจ้าชายสารพัดแบบและเธอก็ได้พบกับ แอนดรูว์ จาโคบี (Callum Blue) ท่านชายอีกคนที่เธอเห็นว่าพอจะเป็นสวามีของเธอได้ไม่นานทั้งคู่ก็หมั้นและ ทุกอย่างทำท่าจะไปได้สวย แต่มันก็ไม่สวยจนได้ เพราะ นิโคลัสนั่นแหละครับ ที่เริ่มจะมาวอแวกับมิอามากขึ้น ความสัมพันธ์ก็เริ่มก่อตัวขึ้น ซึ่งจะเป็นไงต่อ ไปดูเอง แต่ผมว่าก็เดาได้น่ะนะ

ครับ มุขฮานับว่าพอประมาณ แต่นี่ถือว่าเป็นหนังที่เก็บรายละเอียดจากภาคแรกได้ดีมากที่สุดเรื่องนึงเลย ครับ เพราะมุขที่ตามมาจากภาคแรกนี่เพียบไปหมด ตั้งแต่มุขท่านเคานท์ที่หลับตลอดงาน, 2 บารอนที่จ้องจะงับบัลลังก์เจโนเวีย, คนโยนลูกแพร์ และที่ลืมไม่ได้คือมุขจูบยกขาอีกอย่าง จริงๆ มีอีกเพียบครับ ผมนี่หัวเราะตลอดทั้งเรื่องเลย (แต่ผมหัวเราะอยู่คนเดียวทั้งโรงง่ะ ไม่รู้เส้นตื้นเกินไปรึป่าว) แต่ดีครับ เก็บรายละเอียดได้ดีจริงๆ

หนังจะมาพร่องไปก็เรื่องโรแมนติกนี่แหละฮะ ที่ไม่ค่อยเต็มที่นัก และเรื่องเกี่ยวกับราชกิจของเจ้าหญิงด้วยที่ยังไม่เต็มที่นัก ซึ่งอะไรเหล่านี้ผมไม่อยากจะโทษความเป็น Hollywood เล้ย แต่ก็ต้องโทษน่ะครับ เพราะหนัง Hollly เป็นงี้ทุกที เรื่องอารมณ์ไม่ค่อยจะเต็มเม็ดทั้งๆ ที่ถ้ารู้จักขัดเกลาให้เข้าถึงนะ ออสการ์ก็มีสิทธิ์เข้าชิงครับ แต่เขาไม่ทำน่ะ เสียดายจริงๆ แต่เรื่องโรแมนติกก็พอไหวครับ เพียงแต่ไม่ได้ประทับใจอะไร ผมว่าใน 50 First Dates ยังเข้าท่ากว่าเลย

ดาราดีหมดครับ เล่นได้ดี แต่ก็อย่างที่บอกน่ะแหละ บทน่ะบท มันยังไม่สุดๆ แต่เท่าที่เป็นนี่ก็ดีอยู่แล้วน่ะครับ ดูเอาเพลินได้อยู่แล้ว แต่น่าจะทำได้ดีกว่านี้น่ะฮะ เสียดายอยู่เหมือนกัน

และถ้าถามว่า ทำไมผมถึงชอบหนังเรื่องนี้ ขอตอบครับ ….

หนังที่แสดงให้เห็นถึงด้านที่มีสติ มีปัญญาและมีสมองของวัยรุ่นน่ะ ผมชอบอยู่แล้วครับ จริงที่วัยรุ่นอย่างเราๆ จะมีเที่ยวบ้าง ทำตัวเสเพล บางรายก็สำมะเลเทเมา แต่ก็มีอีกหลายส่วนหลายคนที่เก่ง ดังนั้น ถ้าจะบอกว่าวัยรุ่นไร้สาระซะทีเดียวก็คงไม่ใช่ คืออาจมีบ้างครับ แต่ไม่ใช่เสมอไป

สรุปว่าดูเอาเพลินได้ครับ ดูแล้วสบายใจดี หนังน่ารัก สนุก ฮา (สำหรับผมค่อนข้างฮามากกว่าชาวบ้าน หัวเราะคนเดียวจนเสียวว่าคนข้างๆ จะนึกว่าเป็นบ้าอยู่แล้ว)

ไม่ผิดหวัง แต่น่าจะดีกว่านี้ครับ ไม่งั้นมีสามดาวอัพ

สองดาวครึ่งครับ

Star22(7/10)