รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

โคเลสเตอรอลที่รัก (2004) Cholesterol Love

xFX3od8cJ8fyg3FeNq8N4qzTBsx

ครับ ตอนแรกผมไม่ได้ตั้งใจไปดูหรอก แต่ระยะนั้นไม่ค่อยได้เข้าโรงหนัง ก็เอาวะ ลองไปดูหน่อย (โดนลากไปครับ) ก็เผื่อว่าจะได้เจอหนังที่เข้าท่าบ้าง เพราะจากพล้อตแล้ว หนังสามารถไปสู่ความซึ้งและแง่คิดเยี่ยมๆ ได้อย่างง่ายมาก… แต่ก็ไม่เป็นอย่างนั้นครับ

หนังเล่าถึงเรื่องของเจษ (วัชระ ตังคะประเสริฐ) หนุ่มนักเรียนนอกที่กลับมาก้ต้องเจอกับข่าวช็อคเมื่อรู้ว่าพ่อของเขา (สมภพ เบญจธิกุล) ได้หมั้นหมายเขาไว้กับ ลูกเกด (เมทินี กิ่งโพยม) ซึ่งเขากับลูกเกดก็เคยเล่นหัวกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ตอนนี้ลูกเกดเปลี่ยนไปครับ กลายเป็นอัครมหาตุ่มสามโคก อ้วนแบบสุดๆ งานนี้จะเป็นอย่างไร แล้วคู่หมั้นจะได้แต่งกันไหม ก็ลองเดากันเองครับ

หนังเปิดคำถามได้ดีตั้งแต่ตัวอย่างแล้วครับว่า “ทำไมหนุ่มหน้าตาดีถึงต้องมาแต่งกับยัยอ้วนนี่ด้วย” เพราะแม้จะเป็นคลุมถุงชน แต่ยุคนี้สมัยนี้ วันรุ่นมันหัวสมัยใหม่แล้วครับ ไม่ยอมอะไรแบบนี้หรอก จะขอยกเลิกก็ได้ไม่ใช่เรอะ แต่พอได้ดูครึ่งแรกของหนัง คำถามข้อนี้หายไปเป็นปลิดทิ้ง

หนังเอาประเด็น มิตรภาพของคนรุ่นเก่ามาเล่นครับ นั่นคือ สมัยก่อน พ่อของลูกเกดนั้นเคยลำบากแล้วแม่ของลูกเกดก็ยังมาชิงเสียไปอีก แล้วพี่ของลูกเกดยังมาหายสาปสูญไปอีกด้วย เรียกว่าบาปซ้ำกรรมซัดสารพัดแบบเลยครับ แต่ยังดีที่พ่อของเจษนี่แหละ ที่คอยให้ความสนับสนุนและคอยให้กำลังใจพ่อของลูกเกดมาตลอด ถึงกับรับเลี้ยงลูกเกดด้วยซ้ำไป ดังนั้นในเวลาต่อมา เมื่อพ่อของลูกเกดสามารถสร้างตัวมาจนรวยได้แล้ว เขาจึงตอบแทนบุญคุณพ่อและแม่ของเจษอย่างเต็มความสามารถ ทั้งเงินทอง บ้านรถและยังส่งเสียเจษให้จบนอกอีกด้วย

ดังนั้นไม่ว่าจะเรื่อง มิตรภาพหรือบุญคุณ ทั้งสองครอบครัวก็ต่างมีให้กันและต่างตอบแทนกันตลอดมา และสาเหตุที่พ่อของเจษรับหมั้นครั้งนี้ไม่ใช่เพราะพ่อของลูกเกดรวย แต่เป็นเพราะเขาอยากให้เจษได้ดูแลลูกเกดไปตลอด เพื่อทดแทนคุณที่พ่อของลูกเกดเคยมีให้

ทำให้เรื่องในช่วงต้นน่าเชื่อถืออย่างมากครับ เพราะสถานการณ์แบบนี้ เจษก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกหรอก มิหนำซ้ำพ่อของลูกเกดยังกะจะยกบริษัทให้เจษดูแลอีกต่างหาก โดยที่แม้เจษจะไม่แต่งกับลูกเกดก็ตาม เขาก็ยังยกให้…

เรื่องทำนอง นี้คนอื่นคิดไงไม่ทราบ หากเกิดกับคนอายุไม่มากผมถือเป็นเรื่องเว่อร์ แต่เผอิญพ่อของทั้งสองคนต่างก็อายุเลยหลักเลข 5 กันไปหมดแล้วทั้งนั้น ผมจึงไม่แปลกใจครับ เพราะยุคนั้น เขานับถือน้ำใจและมิตรภาพมากกว่าเงินทอง (ซึ่งออกจะแตกต่างกับยุคนี้เหลือเกิน)

ทีนี้พอเรื่องรุ่นพ่อแน่น เราก็มาดูรุ่นลุกต่อ ซึ่งหนังแจงชัดๆ เลยว่าเจษออกแววเจ้าชู้ขนาดไหน มีแฟนสวยๆ อยู่แล้วด้วย ไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องมาแต่งกับคนอ้วนๆ ทำให้เกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้นมาให้ช่วงกลางเรื่อง ซึ่งจะว่าไปก็ตามคาดหมายครับ เมื่อเจษไม่พอใจการคลุมถุงชนเขาเลยหาทางหยุดมันซะเอง ด้วยวิธีที่ตรงไปตรงมา และจากเหตุการณืนี้ผมว่าหนังแสดงความรู้สึกของเจษออกมาชัดมาครับ ว่าเขาไม่แคร์อะไร ชอบทำตามใจตนเอง

ในครึ่งแรก ผมต้องบอกว่าหนังแน่นและสมเหตุผลมากๆ

แต่พอมาครึ่งหลัง ไอ้ที่สร้างไว้ดีๆ ในช่วงแรก กลับมลายหายสิ้นไปหมด

เพราะจู่ๆ เจษก็หลงรักลูกเกด ทั้งที่เธอยังอ้วนๆ อยู่… อะไรกันวะ ก็ตอนแรกเอ็งยังไง๊ยังไงก็เกลียดนี่หว่า แล้วทำไมเอ็งมาชอบซะยังงั้นวะ แม้จะมีเรื่องในตอนกลางๆ ที่แรงต่อความรู้สึกของเจษก็เถอะ แต่เหตุที่ว่าอย่างมากมันก็ทำให้เจษรู้สึกผิดต่อพ่อของเขาและพ่อของลูกเกดเท่านั้น ไม่น่าจะถึงขั้นทำให้เขาหลงรักลูกเกดขึ้นมาได้เลย

ยิ่งไปกว่านั้น พี่แกมารู้สึกว่าหลงรักลูกเกดตอนไหนทราบมั้ยครับ … ตอนที่ลูกเกดจากไปแล้ว …

เออ ผมเข้าใจว่าทีมงานคงตีความว่า “คนเราจะรู้ว่าสิ่งใดมีค่า ก็ต่อเมื่อเราเสียมันไปแล้ว” เออ มันก็จริง แต่ประโยคที่ว่านี่มันน่าจะใช้กับคนที่รักกันไม่ใช่เหรอครับ ประมาณว่ารักกันอยู่ แล้วก็ทะเลาะกันจนต้องจากกันไป แล้วทีนี้ถึงมานึกได้ว่า “โอ้ เรารักเขานี่หน่า” แต่นี่เจษไม่ได้พิศวาสอะไรลูกเกดเลย ไม่ได้รักอะไรเลย จริงๆ ขยะแขยงด้วยซ้ำครับ

จริงๆ ถ้าหนังมีฉากประมาณว่า ลูกเกดทำอะไรให้เจษประทับใจบ้าง เช่นอะไรที่มันน่ารักๆ มันยังพอทำเนา แต่นี่สิ่งเดียวที่เจษมีในครึ่งแรกคือ ยัยนี่อ้วน !!! ไม่มีความประทับใจหรือสปาร์คใดๆ แล้วพอต้องจากไป ถามจริงๆ เหอะว่า มันจะมีอะไรให้คิดถึงกันล่ะ ในเมื่อมันจากกันด้วยความขยะแขยงอ้ะ แล้วจู่ๆ มารักเนี่ยนะ… ไม่ไหวมั้ง

เอาล่ะ ทางสุดท้ายที่หากผมคิดแล้วจะทำให้หนังมีเหตุมีผลขึ้นคือ… เจษเป็นคนดีมาก … อืมม์ ข้อนี้ยังไงก็คิดไม่ได้ครับ เพราะพี่แกเจ้าชู้ ชอบหญิงสวยๆ หัวนอก ไม่ชอบคนอ้วนเลย เอาแค่สายตาพี่แกตอนมองเลขาหน้าห้องก็บอกสันดานได้แล้วล่ะคับ

แล้วผมอยากจะบอกให้ฐานะผู้ชายนะ คือว่า ลองว่าผู้ชายมันไม่ชอบแนวอ้วน ลองว่ามันไปในทางขยะแขยงไขมัน แล้วจู่ๆ จะหันมาถึงขั้นรักแบบขาดไม่ได้เนี่ย ยังไงๆ ก็เป็นไปไม่ได้ … ไม่ได้อยากจะหักหลังผู้ชาย แต่หายากมากๆ คับ คนดีพร้อมที่จะรักคนที่ไม่สวยน่ะ (อย่างผมก็สารภาพเลยว่ามีความชั่วเหมือนกันน่ะแหละ)

ดังนั้นจู่ๆ เจษมารักลูกเกดเอาดื้อๆ ยังไงก็ไม่น่าเชื่อ ถ้าจะหักไปในแนวที่ว่า เจษสำนึกผิดต่อลูกเกดก็ยังพอไหว ประเภทว่าแต่งเพื่อชดเชยความผิดก็ยังโอเค แต่แต่งเพราะรัก … ไม่มีทาง !

ครับ แต่ผมก็พอเข้าใจว่าหนังมันกะจะเอาใจตลาด ทางมันเลยอ่อนเหตุผลสุดๆ แบบนี้แหละ แต่ที่ผมบ่นแทบตายก็เพราะ เสียดายครับ หนังน่าจะไปในทิศทางที่เปี่ยมแง่คิดได้ดีกว่านี้มากมายนัก

ตัวอย่าง เช่น ถ้าจะดัดแบบไม่ให้เว่อร์แบบเนี้ย ก็น่าจะเป็นประมาณว่า เจษสำนึกผิดต่อพ่อลูกเกดและลูกเกด เลยตามขอโทษ แล้วก็ให้ลูกเกดงอนง้อซักครู่ ก่อนที่จะใจอ่อนยอมให้อภัย แล้วก็ให้ทั้งคู่ได้เป็นเพื่อนกัน แล้วก็เริ่มค้นหาความหมายของชีวิตด้วยกันอะไรแบบเนี้ย ผมว่ามันเข้าท่ากว่านะ เพราะเอาแค่เรื่องที่เจษชอบมองคนแต่ภายนอกนี่ก็สามารถสร้างฉากดีๆ ได้ตั้งพะเรอเกวียนแล้ว เออ เดี๋ยวลองเอาไปแต่งเป็นบทหนังดีกว่า ถ้าคืบหน้ายังไงจะเอามาให้อ่านกัน

ครับ สรุปว่าครึ่งแรกยอด ครึ่งหลัง… เหวอ

แต่ดาราผมว่าดีครับ ลูกเกดน่ารักดี แต่เธอไม่ค่อยฉายแววน่านรักอ้ะ ออกจะไปในโทนโหดๆ มากกว่า พระเอกก็ดีครับ มีแข็งๆ บ้าง ส่วนเจ๊ แคนดี้ก็สวย ขาว อย่างเดียวเลย แต่คนที่แสดงได้ยอดโคตรๆ คือ พ่อของลูกเกดและพ่อของเจษครับ รวมไปถึงบทแม่ของเจษที่แม้จะโผล่มาในเวลาสั้นๆ แต่ก็จัดเป็นช่วงที่หนังมีพลังมากที่สุดช่วงหนึ่งเลยล่ะ

เสียดายครับ หนังยังห่างชั้น Love On A Diet กับ Shallow Hall อยู่หลายช่วงตัว ทั้งๆ ที่ช่วงแรกผมบอกได้ไม่อายเลยครับ ว่าทำท่าจะสู้กับเขาได้แล้วเชียว แต่มาครึ่งหลังนี่ผมแทบจะหดตัวกลับประเทศไม่ทันแน่ะ

สรุปว่าถ้าดูแบบไม่คิดมาก ก็พอไหวครับ หนังดูได้เรื่อยๆ ตอนจบเอาใจตลาด สดใสดี

ไม่ถึงสองดาวครับ

(5.5/10)

Advertisements