Action

Fire Down Below (1997) ยุทธการทุบเพลิงนรก

MPW-54746

บอกก่อนเลยครับว่านี่ไม่เชิงว่าจะเป็นหนังบู๊นักหรอก มันออกจะเป็นแนวชีวิต + คันทรี่ๆ (เพราะเผอิญช่วงนั้นพี่ Steven Seagal แกกำลังอินกับอารมณ์นั้นอยู่น่ะครับ) ที่มีแอ็กชันแบบรักษ์ธรรมชาติผสมลงไป

ในเรื่องพี่แกก็เล่นเป็น แจ๊ค แทคการ์ด FBI ที่ถูกส่งไปตามล่าหาความจริงเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ที่โดนสังหารระหว่างสืบเงื่อนงำในเมืองๆ หนึ่ง และคนทำก็คือผู้มีอิทธิพลในแถบนั้นที่ต้องการปกปิดธุรกิจผิดกฎหมายของตน (ซึ่งก็คือการทิ้งขยะสารพิษ+ทำลายธรรมชาติ) ก็แน่ล่ะครับ พี่เขาก็ต้องเดี่ยวท้าลุยตามระเบียบ จัดการพวกมันให้เรียบ และหาทางปลุกจิตสำนึกให้คนรักทรัพยากรธรรมชาติขึ้นมาให้ได้

หนังไม่ได้มีฉากหักกระดูกมากมายอะไรนักนะครับ แค่นิดๆ หน่อยๆ แต่ผมว่าบรรยากาศมันใช้ได้น่ะครับ เป็นบ้านไร่ชานเมืองของอเมริกาจริงๆ มีกลิ่นฟางกลิ่นไม้เจืออยู่ตลอด บ้านของชาวเมืองก็ไม่ใหญ่ไม่โต ดูอบอุ่นดี ส่วนการเดินเรื่องแม้จะไม่ได้เด่นอะไรมากมาย แต่มันก็พอเพลินๆ ไม่ได้เลวร้ายน่ะครับ ผมว่าพวกหนังเกรดบีที่ยัดเยียดแต่ฉากบู๊แบบไม่จำเป็นและฉากเซ็กส์เพื่อเพิ่มยอดขาย มันยังดูแย่กว่านี้ตั้งเยอะ

และแม้ฉากหักกระดูกจะมีน้อย ทว่าแต่ละฉากมันก็มีคุณภาพอยู่บ้างน่ะครับ ยังไว้ฟอร์มเฮียแกอยู่ ลีลายังน่าจดจำ เสียแต่ตอนจบมันไม่มีฉากไคลแม็กซ์บู๊แบบมันส์ๆ น่ะครับ เลยทำให้หากใครคาดหวังฉากบู๊อาจต้องเผื่อใจไว้

ผมชอบมองว่าหนังเรื่องนี้คือภาคต่อกลายๆ ของ On Deadly Ground ครับ เพราะพี่ Seagal เล่นเหมือนกัน และเนื้อเรื่องก็มีประเด็นเกี่ยวกับธรรมชาติ เกี่ยวกับการต่อสู้กับพวกนายทุนที่กอบโกยผลประโยชน์โดยไม่สนใจว่าจะทำลายธรรมชาติไปแค่ไหน อีกทั้งโทนของเรื่องผมว่าก็คล้ายๆ กันครับ อารมณ์ไล่ๆ กัน ต่างก็แค่เรื่องนั้นเหตุเกิดกลางหิมะ แต่เรื่องนี้เหตุมาเกิดในเมืองกลางป่าเขาลำเนาไพร

อย่าว่าแต่ผมเลยครับ ขนาดตอนฉายที่สเปน ผู้จัดจำหน่ายยังตั้งชื่อว่าเป็นภาคต่อของ On Deadly Ground เลย (ใช้ชื่อว่า En tierra peligrosa 2 ครับ)

หนังเขียนบทโดย Jeb Stuart ที่เคยร่วมเขียนบท/เกลาบทหนังอย่าง Die Hard, The Fugitive และ Just Cause มาก่อน ซึ่งบทหนังเรื่องนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์สมัยเรียนของเขา ตอนนั้นเขาเคยทำงานเป็นช่างไม้แถบๆ แอปพาเลเชีย (Appalachia) แล้วเขาก็มีโอกาสได้ประสบพบสถานการณ์การทิ้งสารพิษอย่างผิดกฎหมาย และนั่นแหละครับที่เขาจับมาเขียนเป็นเรื่อง

แรกเริ่มเดิมที Stuart หมายมั่นจะให้ Bruce Willis มาแสดงครับ และเนื้อหาจะมีดราม่ามากกว่านี้ด้วย แต่พอ Willis บอกปัด แล้วพี่ Seagal ก็เข้ามาครับ เลยมีการปรับบทให้เข้ากับหนังสไตล์พี่ Seagal (โดยได้ Philip Morton มาเกลาให้หนังเป็นแบบ Seagal มากขึ้น)

max1250443142-frontback-cover

ในเรื่องนี้ หนังก็ทำไปเพื่อชักชวนให้คนรักธรรมชาติครับ ประมาณว่าจะปล่อยให้พวกนายทุนกินบ้านกินเมือง บุกป่าถางพงไปอีกนานแค่ไหนถึงจะเริ่มรู้สึกตัวกันซะที หรือไม่ก็เอาเรื่องจริงมาพูดเล่นอย่างเช่น โทษทางกฎหมายของการทิ้งกากสารพิษนั้นคือเสียค่าปรับแค่ไม่กี่หมื่นเหรียญ แต่นักธุรกิจพวกนี้ทำเงินได้เป็นร้อยๆ ล้าน ดังนั้นพวกมันจะไปเสียหายอะไรล่ะครับ ขึ้นศาลก็แค่โดนปรับ แล้วก็กลับไปทำเงินต่อ แค่นั้น (ประเด็นนี้หากใครเคยดู On Deadly Ground คงจำได้ เพราะพี่ Seagal แกเคยพูดถึงมาแล้ว)

ผมก็เข้าใจเจตนาพี่เขาล่ะครับ เพราะพี่แกออกตัวว่าเป็นคนรักธรรมชาติมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ฉากที่เขาพูดในโบสถ์นั้นก็ทำให้นึกถึงฉากตอนท้ายของ On Deadly Ground ขึ้นมาเลย ซึ่งสำหรับบางคนมันอาจดูเชยนะ แต่ผมว่ามันก็ตรงไปตรงมาดี

จำได้ว่าตอนหนังออกฉายมีการแซวกันเกิดขึ้นครับ มีนักดูหนังและนักวิจารณ์หลายคนแอบแซวว่าพี่ซีเก้าเล่นเป็นคนรักธรรมชาติ แต่ดันใส่เสื้อหนังสัตว์ตลอด ในขณะที่พวกลูกน้องเจ้าพ่อที่ทำลายป่าไม้ดันสวมเสื้อฝ้ายแทบจะทั้งนั้นเลย ตกลงใครรักธรรมชาติกวากันเนี่ย (5555)

นางเอกของเรื่องคือ Marg Helgenberger ซึ่งผมชอบนะครับ เธอคนนี้มีเสน่ห์ดีทีเดียว แต่ในเรื่องเธอก็อาจจะดูโทรมเล็กน้อยซึ่งก็เป็นไปตามบทครับ บทของเธอคือผู้หญิงที่มีอดีตและโดนชาวเมืองมองในแง่ลบ ซึ่งเธอก็ทุ่มเทกับบทพอสมควรครับ เธอเดินทางไปดูเหมืองรอบๆ สถานที่ถ่ายทำเพื่อเข้าใจวิถีชีวิตคนเมืองชาวเหมืองให้มากขึ้น จุดนี้ก็เป็นอะไรที่น่าชื่นชมครับ

ส่วน Kris Kristofferson ก็มารับบทเป็น ออริน แฮนเนอร์ เจ้าพ่อรายใหญ่ วายร้ายของเรื่อง ซึ่งเขาไม่ต้องทำอะไรมากครับ แค่ปั้นหน้าชั่วๆ หรี่ตานิดๆ ก็ผ่านสบายๆ แล้ว, Brad Hunt เล่นเป็นออรินคนลูก ก็ดูเป็นเด็กรวยตัวแสบตามสไตล์ครับ ด้านการแสดงอาจไม่เด่นมากมาย แต่หน้าตาดูเหมือนกับคาแรคเตอร์ดี นอกจากนี้ก็ยังมี Harry Dean Stanton มารับบท ค็อตตอน แฮร์รี่ ชาวเมืองที่สนับสนุนการมาของแจ็ค รายนี้ก็เล่นนิ่งๆ เนิ่บๆ แต่ก็สมบทบาทครับ

อีก 2 อย่างที่อยากชมหนังก็คือ งานภาพสวยๆ โดย Tom Houghton ที่จับภาพธรรมชาติและป่าเขามาถ่ายทอดได้แบบพอเหมาะกำลังดีครับ และดนตรีของ Nick Glennie-Smith ที่ให้อารมณ์คันทรี่แบบพอดีๆ

ตัวหนังนั้นไม่ทำเงินครับ จริงๆ คือเจ๊งครับ ลงทุนไป $60 ล้าน (ซึ่งทุนเท่ากับตอนทำ Under Siege 2: Dark Territory) แต่ได้คืนมาเพียง $16 ล้านเท่านั้น และความล้มเหลวครั้งนี้ก็ทำให้สายสัมพันธ์ระหว่าง Warner Bros กับ Steven Seagal ต้องสิ้นสุดลง (ก่อนที่จะมาร่วมงานกันอีกหนใน Exit Wounds เป็นเรื่องสุดท้าย)

เอาเป็นว่า ถ้าชอบพี่ซีเก้า ก็ดูหนังของแกเรื่องนี้ได้ครับ แต่ถ้าไม่ชอบและอยากได้หนังแอ๊คชั่นที่มันส์โคตรๆ กว่านี้ เห็นทีเรื่องนี้จะไม่เหมาะเท่าไหร่ เพราะมันสนุกแบบเรื่อยๆ สไตล์คันทรี่ๆ ครับ (ชวนให้นึกถึง Road House ที่ Patrick Swayze เล่นอยู่เหมือนกัน แต่เรื่องนั้นจะอร่อยกว่าครับ)

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

 

Advertisements